http://www.thongthailand.com
  สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 ข่าวสาร  เว็บบอร์ด  บทความ รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  หน้าแรก
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/03/2009
ปรับปรุง 28/11/2019
สถิติผู้เข้าชม7,877,055
Page Views9,858,657
« December 2019»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    
สัตว์ป่าและพันธุ์พืช...มีคุณ(save the forest green)
ท่องเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก
ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และความเชื่อ
รีวิว ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ทและสปา
  foo&bed
เรื่องสั้น/เรื่องยาว - สกู๊ปพิเศษ -บทบรรณาธิการ
นานาอาชีพ-เบ็ดเตล็ดเกร็ด..น่ารู้
http://www.thongthailand.com/index.php?mo=3&art=42350726
http://www.thongthailand.com/articles/42028136/แก่นจันทน์พรรณไม้-บทพิสูจน์อดีตนักวิชาการป่าไม้-เพาะกล้าไม้
ซือวานโฮมสเตย์ที่พักคีรีโฮมสเตย์
 

สาละวินเดือด โดย อินทรี ดำ ตอน 2. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน-ด่านศุลกากรแม่สามแลบ

สาละวินเดือด โดย อินทรี ดำ  ตอน 2. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน-ด่านศุลกากรแม่สามแลบ

สาละวินเดือด โดย อินทรี ดำ

ตอน 2. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน-ด่านศุลกากรแม่สามแลบ

            แน่นอนว่า เมื่อคณะกรรมการสมาคมศิษย์เก่าวนศาสตร์ อดีตผู้บังคับบัญชา อดีตวนศาสตร์รุ่นพี่มาทำงานก็เปรียบเหมือนมาเยี่ยมเยียนและสังสรรค์กันไปในที  น้องๆวนศาสตร์เจ้าของพื้นที่และข้าราชการที่เกี่ยวข้องก็ต้องมาเปิดร้านอาหารเลี้ยงต้อนรับเป็นธรรมดา  นั่งรับประทานอาหารค่ำในร้านเก่าแก่ของอำเภอแม่สะเรียง อาหารป่าเจ้าตำรับ เขียดแลวหรือกบภูเขาหรือกบทูด ทอดกระเทียมหอมกรุ่น วิสกี้ บรั่นดี ยี่ห้อดังเพียบพร้อมรินประเคนให้แต่ละคน เว้นแต่ มณี ที่ยังค้างคาคำสาบานจึงหมดโอกาสลิ้มลอง แต่กับแกล้มถูกปากก็ยังพอชวนให้กล้ำกลืนอย่างเอมอิ่ม

โต๊ะยาวที่คณะกรรมการสมาคมฯนั่ง มีเพียงป่าไม้เขตแม่เสรียงคนเดียวที่ให้เกียรตินั่งร่วมโต๊ะ ในฐานะเจ้าภาพและในฐานะ วนศาสตร์รุ่นหนึ่ง  นอกนั้น แยกนั่งไปอีก 2-3 โต๊ะ

            เสียงเคาะช้อนกับแก้วสีอำพันดังขึ้น  ทุกคนเหลียวไปทางผู้เคาะคือนายกสมาคมฯ นายชำนาญ ศรีมหาโพธิ์

            “ในฐานะนายกสมาคมฯขอขอบคุณป่าไม้เขตแม่เสรียงและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ทุกคนที่ให้เกียรติเลี้ยงอาหารมื้อค่ำนี้อย่างอิ่มอร่อยทีเดียว โดยเฉพาะ “เขียดแลวทอดกระเทียม” อร่อยมาก  กินไปแล้วก็เกิดติดคอนิดหนึ่งว่า อันเขียดแลวนี้กรมป่าไม้ประกาศเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองหรือสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพ.ศ.2535 หรือยัง” ท่านหยุด สะอึกขึ้นมาทันใด

            “เขียดติดคอซะแล้วหรือท่านนายกฯ” ท่านอุทาร แสวงความดี แซวพร้อมเสียงหัวเราะร่วน เรียกเสียงหัวเราะได้ครืนใหญ่

            “แค่อยากรู้ มีใครจำได้บ้างไหม” สิ้นเสียงก้องกังวาน ความเงียบเข้าครอบงำ  ต่างส่ายสายตาไปจับตามใบหน้าของแต่ละคน  พลันหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวินที่นั่งร่วมกลุ่มอีกโต๊ะหนึ่งยืนขึ้นตอบด้วยเสียงราบเรียบ

            “ผมนายประสิทธิ์ เขียวขำ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน  ขอกราบเรียนว่า กบทูดหรือเขียดแลวหรือกบภูเขา ซึ่งเป็นกบในระบบนิเวศน์ของป่าดงดิบฝั่งตะวันตกของประเทศไทยไล่ลงไปจนถึงมาเลเซีย เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ตั้งแต่ประกาศกฎกระทรวงฉบับที่ 6 ปีพ.ศ.2537 ครับ”

มีเสียงร้องขึ้นพร้อมกัน ทำให้หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวินหยุดพูดไปชั่วขณะหนึ่ง

            “อ้าว อ้าว “ เสียงหัวเราะกลายเป็นเสียงที่ร้องด้วยความตกใจ

            “แต่ท่านครับ  เขียดแลวเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ประเภท อนุญาตให้เพาะขยายพันธุ์ได้ครับ  ที่มีกินกันอยู่ทุกวันนี้เป็นกบเพาะขยายพันธุ์โดยกรมประมงแล้วครับ” พลันเสียงผ่อนลมหายใจแรง ๆ ก็ดังขึ้นพร้อมกัน

            “เฮ้อ โล่งอกไปได้ แหม หัวหน้าก็น่าจะรายงานรวดเดียว ไปหยุดกึกเสียนี่ ตกใจหมดเลย” เสียงหัวเราะร่วนดังประสานกันทุกโต๊ะ

            “เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ ก็ขอเพิ่มเขียดแลวทอดกระเทียมอีกสัก 2 จานแล้วกัน แก้ตกใจหมดเลย” เสียงหัวเราะดังกราวใหญ่ บรรยากาศวังเวงกลายเป็นบรรเลงครื้นเครงดุจการสังสรรค์ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ตามปกติ 

            หลังอาหารค่ำ ขบวนรถตู้นำพาคณะไปส่งเพื่อเข้าพักในโรงแรมกลางเมืองแม่ฮ่องสอน แต่ก็เป็นโรงแรมในเมืองเล็ก ๆ โอบล้อมรอบด้วยป่าดงและเสียงหวีดหวิวของสายลมพัดผ่านช่องเขา  เป็นค่ำคืนที่หลับนอนกันได้อย่างสุขสม หลับกันเต็มอิ่ม

            เช้าตรู่  เสียงเปิดประตูห้องดังไล่เรียงไปแทบทุกห้อง ผู้สูงวัยนั่นเอง เปิดประตูห้องเพื่อออกไปเดินรับอากาศยามเช้าแสนบริสุทธิ์ ปราศจากมลภาวะเป็นพิษชนิดหมอกควันเช่นในหน้าร้อน  มณี เดินออกมาจากห้องเป็นคนสุดท้าย ด้วยว่าปกติก็จะนอนดึกตื่นสายตามประสาคนเขียนหนังสือ

            จากโรงแรมคณะกรรมการสมาคมศิษย์เก่าวนศาสตร์ เดินเรียงกันเป็นกลุ่มใหญ่ เดินไปตามถนนที่มุ่งสู่ทะเลสาบขนาดเล็กหน้าวัดจองคำ วัดที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวแม่ฮ่องสอน สร้างด้วยช่างสกุลพื้นบ้านชาวไทยใหญ่ ศิลปะไทยใหญ่ ภูมิทัศน์สวยงามด้วยทะเลสาบเล็ก ๆ หน้าวัด มีถนนเดินได้รอบ  เมื่อคณะเดินกันไปจนพ้นเขตวัดแล้วเลี้ยวไปชมฝั่งตรงข้ามวัดจองคำ เงาสะท้อนของศิลปะไทยใหญ่ในผืนน้ำงามแปลกตา มณี ไม่รอช้า กดชัตเตอร์กล้องถี่ยิบ เป็นฝั่งตรงข้ามที่ชวนให้นั่งชมความงามของวัดและน้ำใสที่นิ่งสงบ

            “แหม ถ้ามีร้านกาแฟเล็ก ๆ สักร้านให้นั่งดื่มกันที่นี่นะ หมอกโรยตัวลงมาอย่างนี้ ช่างสวยงามเหลือเกิน” ศ.ดร.นิเวศน์ปรารภขึ้น เหมือนว่าจะรู้สึกโรแมนติก   

            “มีคู่เคียงเดินเอียงไหล่ชนกันด้วยใช่ไหมอาจารย์” ท่านอุทาร แซวกล้ำเสียงหัวเราะร่วน ทุกคนยิ้มแล้วหันไปแซวด้วยสายตา เล่นเอาศาสตราจารย์ผู้เข้มขรึมยิ้มกร่อยๆ

            “ผมว่า ท่านคณะกรรมการรวมตัวให้ผมนิดนะครับ ผมอยากบันทึกภาพเก็บไว้สัก 2-3 รูป ได้ฉากหลังเป็นวัดจองคำครับ”

            “ได้ภาพหนึ่งแล้วครับ แต่ท่านยืนระวังตรงเหมือนเคารพธงชาตินะครับ  ขออีกภาพ สีสันมันๆหน่อยครับ” พอได้ยินเสียงเฮ แล้วมณีก็กดชัตเตอร์ทันใด การเดินออกกำลังกายร่วมกันมีเสน่ห์ฉับพลันที่ได้ถ่ายรูป แม้ไม่มีกาแฟให้นั่งจิบอาบไอหมอกบางๆ แต่ก็รู้สึกแฮปปี้ๆกันทั่วหน้า

            “ไป กลับไปกินข้าวต้มและกาแฟไร้เสน่หาที่โรงแรมกันเถอะ  จ่ายแล้วนี่นะ” เสียงชวนดังขึ้น


            “วันหน้า ใครจะแอบมาอิงสาวคนไหน ก็ตามสบายนะ ไม่ว่ากัน” เสียงหัวเราะดังขึ้นก่อนการเดินทางกลับโรงแรม ส่วนในใจของแต่ละคนจะมีใครวาดฝันเช่นไร หาคำตอบไม่ได้ คงแค่คำชวนหัว ชวนฮา

หลังอาหารเช้าที่โรงแรม คณะกรรมการสมาคมฯถูกจัดให้เดินทางด้วยรถยนต์คันเดิม ด้วยกลุ่มเดิม เพื่อเดินทางไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน  อันเป็นผืนป่าอนุรักษ์ที่อยู่ทางทิศเหนือของอุทยานแห่งชาติสาละวิน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวินประกาศจัดตั้งตั้งแต่ปีพ.ศ.2521  สภาพป่าไม้เหมือนกับอุทยานแห่งชาติสาละวิน   คือเป็นผืนป่าเบญจพรรณประเภทมีไม้สัก เป็นส่วนใหญ่

             “ผมนายประสิทธิ์ เขียวขำ นักวิชาการป่าไม้เอ้ย เจ้าหน้าที่บริหารงานป่าไม้ 7 ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน ขอกราบเรียนว่า เขตฯตั้งเมื่อปีพ.ศ.2521 ฝั่งตะวันตกติดแม่น้ำสาละวินตลอดแนวครับ  ด้านใต้ติดอุทยานแห่งชาติสาละวิน ด้านเหนือติดชายแดนประเทศพม่าครับ ส่วนด้านตะวันออกเป็นเขตอำเภอแม่เสรียง  ป่าธรรมชาติเป็นป่าเบญจพรรณประเภทมีไม้สักครับ”

             “ขอคำถามเดิม  มีการลักลอบตัดไม้สักในเขตหรือไม่ ถ้ามี มากขนาดไหน  การปราบปรามเป็นอย่างไร และมาตรการที่จะปกป้องผืนป่าของเขตฯสาละวิน ทำอย่างไร” ท่านนายกสมาคมฯถามยาว

            “กระผมขอกราบเรียนว่า  มีครับ หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนรายงานว่าพบร่องรอยการชักลากไม้ลงแม่น้ำสาละวินเหลือไว้ให้ดูต่างหน้าเป็นซากตอและกิ่งก้านไม้สักหลงเหลืออยู่ทั่วไปครับ ได้แค่การตรวจนับแต่ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เพราะตามระเบียบให้ปล่อยทิ้งไว้เพื่อให้ผุพังไปตามธรรมชาติครับ เว้นแต่เห็นว่าไม้สักเหล่านั้นยังมีคุณสมบัติเป็นไม้ซุงท่อนที่ใช้ประโยชน์ได้จึงจะตรวจยึดเป็นไม้ของกลาง ”

            “มีไม้ของกลางเช่นเดียวกับอุทยานฯสาละวิน มาตรการป้องกันล่ะ คุณทำอย่างไร” กรรมการคนหนึ่งตอกย้ำรอยแผลเก่า

            “เฝ้าระวังและตรวจตราตามหน้าที่ครับ หากพบก็ทำการจับกุม แต่ของกลางก็ขึ้นอยู่กับสภาพของท่อนไม้ที่เหลืออยู่ ครับ”

            “มีไม้ของกลางที่เป็นท่อนซุงทิ้งเกลื่อนกลาดในผืนป่าดุจเป็นเชื้อ  ตรวจยึดเป็นของกลางน่าจะดีกว่าปล่อยเป็นเชื้อให้มอดไม้ย่องมาชักลากไปอีก ” เสียงรองศาสตราจารย์ บุญชอบ คงทวีชัย

           “มีครับ แต่เราก็จับไม่ได้ไล่ไม่ทันครับ” หน.เขตฯตอบสั้นๆแล้วก้มหน้าลงมองพื้น

           “ไม่เคยไปซุ่มดักจับกันบ้างเลยหรือครับ” ท่านอุทาร ถามเสียงค่อยๆ แต่ใบหน้าหัวหน้าเขตฯกลับซีดลง

           “เคยครับ แต่ไม่พบการกระทำผิด กำลังเจ้าหน้าที่เรามีน้อยครับ  เฝ้าระวังได้ไม่ทั่วผืนป่ากว้างใหญ่ ทุกจุดคือร่องรอยการลักลอบตัดไม้สักครับ” พูดจบก็ก้มหน้านิ่ง

           “หมดหนทางแก้ไข  เคยคิดจะขอย้ายตนเองมั้งไหม” เสียงแผ่วโผยถามขึ้น เป็นรศ.ประทุม จันทร์อินทร์ นั่นเอง แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ

           “เอาละ  สภาพปัญหาของทั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ สาละวิน คล้ายคลึงกัน  หัวหน้าตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ไม้สักที่ถูกลักลอบตัดถูกชักลากลงไปในแม่น้ำสาละวินจริง กฎหมายทั้งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 เป็นหมัน กองกำลังของเจ้าหน้าที่มีจำกัดและตามไม่ได้ไล่ไม่ทันกองกำลังของโจรขโมยไม้สักดังนี้ ผมคิดว่าพวกเราคณะกรรมการสมาคมศิษย์เก่าวนศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่ผ่านประสบการณ์มาโชกโชนคงพอเข้าใจ  จะตามไปดูร่องรอยอีกรอบไหมครับ” ท่านนายกสมาคมศิษย์เก่าวนศาสตร์เสียงแผ่วลง

           “ผมว่าควรไปนะครับ แม้เป็นภาพซ้ำ ๆ แต่ก็ตอกย้ำได้ว่า มันเคยเกิดขึ้นจริง ปัญหาคงอยู่จริง มณี เขาจะได้ถ่ายรูปเก็บไว้ใช้ในงานเขียนบันทึกสาละวินครับ” สิ้นเสียงท่านอุทาร ทุกคนลุกออกจากเก้าอี้ แล้วเดินไปขึ้นรถ ขบวนรถมุ่งหน้าไปยังผืนป่าลึกเข้าไปทางฝั่งตะวันตกของเขตฯ 

            ตลอดเส้นทางที่ปลอดจากการลักลอบตัดไม้สัก ยังได้เห็นสภาพป่าไม้สักอุดมสมบูรณ์ไปทั่ว  ไม่มีเสียงพูดคุย แต่ทุกคนหันไปมองต้นสักสูงตระหง่านราวกับเข้าไปชมเมืองต้นไม้ยักษ์ รถจอด ทุกคนเฮกันลงไปเดินดูซากต้นสักและตอไม้เช่นเดียวกับในผืนป่าอนุรักษ์ประเภทอุทยานแห่งชาติสาละวิน ตอไม้สักขนาดใหญ่ กิ่งก้านและเรือนยอดไม้สัก ใบสักที่เหี่ยวแห้งโรยลงสู่พื้นดิน

            “เฮ้ย มณีๆ  ไม่ต้องไปแหกปากร้องอย่างอาจารย์เฉลิมชัยอีกนะโว๊ย มุกเก่าไปแล้ว” รศ.บุญชอบ แซวเสียงดัง มณี หยุดการเดินและหันมาตอบเสียงอ่อย

            “ครับอาจารย์ แหม ทันมุกผมหมดแล้ว ไม่มีอะไรจะขายแล้ว  ขอภาพหมู่บนท่อนซุงไม้สักที่เหลือและตอไม้ครับ” มณี เรียกรวมพลคนเป็นคณะกรรมการฯ ทันใดก็กดชัตเตอร์รั่วซะหลายครั้ง

ความน่าอนาถใจของการเข้าไปเห็น “ความจริง” ปรากฏบนสีหน้าและแววตาของกรรมการแต่ละคน  ศาสตราจารย์นิเวศน์เหลียวซ้ายแลขวาแล้วก็ได้แต่บ่นเบาๆ ด้วยสีหน้าบอกชัดว่า

            “น่าผิดหวังต่อระบบบริหารราชการและกฎหมายของผืนป่าอนุรักษ์” รองศาสตราจารย์ ดร.บุญเทียม ชนะวงศ์วาน มองโคนต้นสักที่ปราศจากพูพอน ลำต้นเปราตรง แหงนคอตั้งบ่าเป้าหมายคือเรือนยอดที่แห้งเหี่ยว 

            “แม่ไม้สักพันธุ์ดี ๆเหล่านี้ น่าจะได้เก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกสร้างสวนป่าไม้สักเพิ่มขึ้นแท้ๆ มันจะรอดเงื้อมมือมอดไม้ไหมเนี่ย”

            “จริงเลยครับ ผมเห็นด้วยกับอาจารย์  ถ้าได้แม่ไม้พันธุ์ดี ไปสร้างสวนผลิตพันธุ์เพื่อติดตาขยายต้นพันธุ์ครับ” เสียงท่านวิชัย ทรัพย์มาก อดีตหัวหน้าสวนสักแม่เมาะ ลำปาง อดีตรองผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เดินเข้ามาสมทบ กล่าวขึ้น

            “ความล้มเหลวของระบบราชการทำให้เกิดช่องว่างของการหลบเลี่ยง “เอาหูไปนา เอาตาไปไร่” แต่เอาเงินใส่กระเป๋ากลับบ้านหรือเปล่า” ท่านผอ.จีรัง  เมืองทรัพย์ เดินเข้ามาสมทบด้วยเสียงใสๆ ไม่แคร์ใคร

           “ท่านอุทาร มา ถามท่านดีกว่านะ”

           “พี่อุทารเคยเป็นป่าไม้เขตแม่เสรียง ไม่เคยจับกุมหรือพบการกระทำผิดในลักษณะเช่นนี้เลยหรือครับ” รศ.ประทุม ถามตามความสงสัย

           “ไม่เคยมีเลยนะ ชาวบ้านลักลอบตัดไปสร้างบ้านเรือนมีบ้างแต่ก็เพราะชุมชนส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก และวัฒนธรรมการสร้างบ้านอยู่อาศัยก็เป็นแบบชนเผ่า เช่นกะเหรี่ยง ไทยใหญ่ ก็ล้วนเรียบง่าย  ที่เห็นบ้านไม้สักหลังใหญ่ๆนั่นบ้านของข้าราชการที่เคยมาประจำทำงานในพื้นที่นี้ เห็นช่องว่างก็สร้างกันสะสมเป็นแบบบ้านเรือนเก่า อีกไม่นาน เมื่อครบอายุก็ขอขนย้ายลงไปยังเมืองใหญ่” ท่านอุทารเล่าไปก็หน้าเขียวขึ้นๆ

            “ระเบียบเรื่องไม้เรือนเก่า ไม้สัก ถ้าสร้างเป็นบ้านเกิน 5 ปี ก็มีสิทธิขนย้ายได้ หรือจะขายกันไปเราก็ไม่ทราบได้เช่นกัน แต่เป็นช่องโหว่ โดยเฉพาะ คำว่าบ้านนั้น ตีความตามกฎหมายแล้วมันกลายเป็นว่า ไม่มีการจำกัดขนาดของเสา ความหนาของฝาบ้าน หรือพื้นบ้าน คาน ตงเส แม้แต่บันไดบ้าน เศร้าจริง” เสียงอ่อยๆแต่ใบหน้าเต็มไปด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น แววตาเขม็งแข็งกร้าว

            “แต่เรื่องบ้านอยู่อาศัยไม่ใช่ประเด็นแล้วครั้งนี้ มันเป็นเรื่องของอะไรสักอย่างหนึ่ง ที่เกิดการตัดไม้สักแล้วชักลากลงแม่น้ำสาละวิน กลายเป็นไม้สักพม่าไปฉิบ  นี่ก็ช่องว่างใช่ไหม” ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย

           “ปัญหาไม้สักป่าสาละวินครั้งนี้ใหญ่หลวงนักหนา สาหัสกว่าที่เคยเกิดขึ้น ไป ขึ้นรถเถอะ มีจุดที่สี่ที่ต้องไปให้ถึงไม่ใช่หรือ อาจารย์ประทุม” แล้วหันหน้าไปทางรศ.ประทุมฯเลขานุการสมาคมฯ

           “ทุกคนขึ้นรถครับ รถใครรถมันนะครับ กรุณารักษาที่นั่งเดิม ห้ามเปลี่ยนคันและเปลี่ยนที่นั่ง พร้อมแล้ว ออกเดินทาง” มณี ทำหน้าที่แทนอาจารย์

            รถตู้มุ่งสู่โรงแรมกลางเมืองแม่ฮ่องสอนที่พักเดิม  เพื่อความสะดวกและประหยัด จึงได้สั่งอาหารค่ำที่โรงแรม เหนื่อยกันมาทั้งวัน หลังอาหารจะได้ขึ้นพักผ่อนนอนให้หลับสบาย

            “พรุ่งนี้เช้ามืด ท่านที่ประสงค์จะขึ้นไปกราบพระธาตุดอยกองมู  กรุณาตื่นตามมอร์นิ่งคอลนะครับ  รถตู้จะรอที่หน้าโรงแรมครับ” มณีทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                             

            เช้ามืด คณะกรรมการสมาคมศิษย์เก่าวนศาสตร์ ซึ่งนัดหมายกันว่าจะขึ้นไปกราบไหว้พระธาตุดอยกองมู พระธาตุคู่บ้านคู่เมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน รถตู้จอดรอที่หน้าโรงแรม และเคลื่อนตัวขึ้นดอยทันทีที่สมาชิกมาครับถ้วน

            เมื่อเยี่ยมกรายไปเมืองใด หากมีพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองที่คนจังหวัดนั้น ๆ เคารพนับถือ ผู้มาเยือนเช่นพวกเราก็ควรต้องไปสักการะ เป็นวัฒนธรรมหนึ่งของพี่น้องผองพุทธบริษัท และเป็นเครื่องบำรุงจิตใจให้ผ่องใส  ที่สำคัญ มุมมองจากที่สูงได้เห็นทั้งเมืองงดงาม อากาศบริสุทธิ์ สายลมเย็นเฉื่อยฉิว ทำให้รู้สึกแจ่มใส ผ่อนคลายจากเรื่องราวของป่าสักสาละวินได้ส่วนหนึ่งในสิบ

            “มีเวลา 1 ชม.นับจากนี้ ขอเชิญท่านคณะกรรมการได้สักการะพระธาตุและศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ของทางวัดได้เลยนะครับ เมื่อท่านประสงค์จะถ่ายภาพ โปรดเรียกผมได้ทันทีครับ”  มณี ทำหน้าที่ ปชส.ของคณะตามหน้าที่ 

            “ปีพ.ศ.2403  คหบดี จองต่องสู่ ได้สร้างพระธาตุองค์ใหญ่ ฐานแปดเหลี่ยม 3 ชั้น ศิลปะมอญ ตกแต่งด้วยปูนปั้น ฐานด้านล่างสุดประดับด้วยซุ้มพระ 8 ทิศ แบบมอญ  พระธาตุองค์เล็ก สร้างเมื่อพ.ศ.2417 โดย พญาสิงหนาทราชา เจ้าผู้ครองเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก ศิลปะแบบมอญ ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส มุมทั้งสี่ด้านประดับด้วยสิงห์ปูนปั้น ฐานล่างสุดเป็นซุ้มพระเช่นกัน” มณีบรรยายสรุปสั้นๆ

            “สุดท้ายที่วิหารครับ สร้างด้วยศิลปะไทยใหญ่ เปิดโล่ง ประดับด้วยกระเบื้องไม้ และสังกะสีฉลุลวดลายประดับแบบไทยใหญ่  และสุดท้ายอีกครั้งครับ มีร้านกาแฟให้ดื่มและชื่นชมบรรยากาศเมืองในหุบเขาครับ ขอเชิญทุกท่านด้วยครับ ยังพอมีเวลาเหลือเฟือครับ ก่อนจะถ่ายรูปเป็นที่ระลึก 2-3 รูป และเพื่อใช้งาน นะครับ” มณี ยังทำหน้าที่ 


            มุมหนึ่งเป็นชานและร้านขายกาแฟร้อน  กาแฟสดเสียด้วย  เพิ่มสีสันของการได้กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และได้ชมบรรยากาศของเมืองจากมุมสูง สมใจคอกาแฟและอารมณ์โรแมนติก

            “แหม  บ่นอยู่เมื่อวาน ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะโชคดีได้มานั่งดื่มกาแฟสดบนดอยกองมู  เอ้า สั่งกันตามสบายเลยนะ” เสียงท่านนายกสมาคมเอ่ยเอื้อน

            กาแฟสด ร้อนๆ ในถ้วยดินเผาเล็ก ๆ ควันจากไอร้อนพวยพุ่งเป็นกลิ่นกรุ่นที่ลอยเข้าจมูกหอมชื่นใจน้ำชาร้อนในกาน่ารักเพิ่มสีสันและอารมณ์ได้ครบถ้วน แต่ไม่มีใครสั่งขนมเค๊กหรือปาท่องโก อากาศเย็นสดชื่นรอบตัวชวนให้อยากนั่งนาน ๆ แต่เวลาไม่เคยคอยใคร เมื่อเสียงของมณีดังขึ้น

            “เคลียร์ค่ากาแฟเรียบร้อยแล้ว ได้เวลาต้องลงไปรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมครับ แต่ก่อนจะลงไป ขอรูปหมู่ 1 รูปนะครับ”

            หลังอาหารเช้า ทุกคนแวะเข้าห้องพักจัดการกับภารกิจส่วนตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าในชุดที่ต้องไปลุยป่า จุดสุดท้าย เพื่อศึกษาถึงขบวนการนำเข้าไม้พม่าที่ด่านศุลกากรแม่สามแลบ การชักลากไม้ผ่านอุทยานแห่งชาติสาละวิน หมอนไม้ของแต่ละบริษัทที่อ้างว่า ทำไม้จากพม่า

            เส้นทางจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน คดเคี้ยวไปตามไหล่เขา วิวทิวทัศน์งดงามตามประสาป่าเขาลำเนาไพร  ผ่านอำเภอขุนยวม อำเภอแม่ลาน้อย และเมื่อถึงอำเภอแม่เสรียง ขบวนรถนำทางของป่าไม้เขตฯแล่นนำหน้า แต่ป่าไม้เขตไม่ได้เข้าร่วมด้วย เนื่องจากมีเอกสารจำนวนมากตั้งบนโต๊ะต้องสะสาง 

            “ตอนเที่ยง ท่านจะมารอที่ร้านอาหารเขียดแลวครับ” เจ้าหน้าที่ฝ่าย   ป้องกันและปราบปราม รายงานต่อนายกสมาคมฯ

            ขบวนรถแลนด์โรเวอร์และรถตู้ แล่นตามกันไปแบบว่าไม่ทิ้งระยะห่าง มณียังนั่งคันเดิมกลางขบวน เป็นความมั่นใจที่พอเจียดหาได้  เส้นทางเลี้ยวเข้าเขตป่าไม้เบญจพรรณประเภทมีไม้สัก ขึ้นเขาลงห้วยจึงได้เห็นป่าไม้สักแสนงามไปตลอดสองข้างทาง ได้เห็นไก่ป่าบินผ่านเป็นครั้งคราว แต่ด้วยเสียงรถยนต์ที่แล่นมาเป็นขบวน คงทำให้ไม่ได้เห็นสัตว์ป่าชนิดอื่นๆเช่น เก้ง กวาง หรือกระจง

            เส้นทางที่แล่นเข้าไปยังด่านศุลกากรแม่สามแลบคือเส้นทางชักลากไม้ออกจากด่านศุลกากรที่แม่สามแลบ เป็นเส้นทางราดด้วยฝุ่นสีแดง  ถนนรองรับน้ำหนักจนเป็นร่องรอยที่เห็นได้ชัด แต่เนื่องจากเป็นหน้าแล้ง จึงชักลากไม้ด้วยรถสาลี่ได้อย่างสบายๆ  การเดินทางไม่ยากอย่างที่คิด ชั่วเวลาชั่วโมงเศษๆก็แล่นเข้าไปจนถึงด่านศุลกากรแม่สามแลบ เบื้องข้างทางขวาเป็นกองร้อย ตชด.ตำรวจตระเวนชายแดน

            “ด่านไม้ที่กั้นนั้นเป็นด่านของอุทยานแห่งชาติสาละวินครับ  มีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังประจำตลอด 24 ชม. บ้านพักพนักงานของอุทยานแห่งชาติเห็นเป็นอาคารด้านในด่าน จะผลัดเปลี่ยนกันเป็น 3 กะครับ” เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันและปราบปราม อธิบาย

            “อย่างนี้  ก็สามารถตรวจเช็คได้ละซินะว่า มีรถชักลากไม้ออกไปกี่เที่ยว เฉลี่ยไม้ประมาณเท่าไรลูกบาศก์เมตร ก็ดีนะ” ศาสตราจารย์  นิเวศน์ เออออไปกับการเล่าความ

            “หัวหน้าอุทยานฯสาละวิน มาด้วยไหม” รศ.ประทุมถามขึ้น  ได้รับคำตอบว่า

            “ติดภารกิจกับป่าไม้เขตแม่เสรียงครับ เลยไม่ได้เข้ามาด้วยครับ” ฝ่ายป้องกันและปราบปราม ยังคงสนองแทน

                ที่ด่านศุลกากรแม่สามแลบ เจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขะมักขะเม้น  ชิปปิ้งของแต่ละบริษัทที่นำไม้เข้านั่งรอเรียงตามลำดับก่อนหลัง  แต่ละคนถือเอกสารที่เกี่ยวข้องในการแจ้งนำเข้าไม้ผ่านด่าน แทบไม่เชื่อสายตาว่า ชายแดนกลางป่าฝั่งตรงข้ามประเทศพม่าจะเป็นที่ตั้งด่านศุลกากร ด่านป่าไม้ สองหน่วยงานทำงานสอดประสานกันได้อย่างกลมกลืน  แม้ว่าจะต้องมาปฏิบัติหน้าที่ชายแดนและกลางป่ากลางเขาเช่นนี้

            “จะถามใครได้ล่ะว่า แต่ละขั้นตอนการนำเข้าไม้ซุงสักจากพม่าครั้งนี้ เป็นไปถูกต้องตามระเบียบของทางราชการไหม”

ท่านอุทาร เปรยขึ้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันและปราบปรามป่าไม้เขตแม่เสรียงตอบแทนว่า

            “เป็นหน้าที่ของด่านศุลกากร ยึดหลักการนำสินค้าเข้าตามระเบียบของกรมศุลกากร และป่าไม้จังหวัดแม่ฮ่องสอนดูแลการปฏิบัติการนำไม้เข้าเป็นหน้าที่ของป่าไม้อำเภอแม่เสรียง โดยยึดหลักปฏิบัติตามระเบียบการนำไม้เข้าของกรมป่าไม้”

            “แพไม้ซุงสักที่กำลังชักลากเข้าหาดแม่สามแลบโน่น ตรวจสอบได้อย่างไรว่าเป็นไม้ของพม่า” ท่านนายกสมาคมฯถามขึ้น

            “เราเดินลงไปดูแพไม้ซุงสักที่กำลังชักลากเข้าหาดนะ ออกแรงกันหน่อย”

            แล้วคณะกรรมการก็เดินกรูกันลงไปเพื่อพิสูจน์ทราบ เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันและปราบปรามตามลงไปด้วย เมื่อเดินลงไปถึงแพไม้ซุงสัก แต่ละคนเดินไปมองหาดวงตราที่ประเทศพม่าประทับ หรือร่องรอยที่พวกเราเคยตีตราชักลากไม้ แต่ไม่มีร่องรอยแต่อย่างใด ทุกคนพยายามที่จะเดินไปมองหา แม้กระทั่งหมอนไม้ซุงสักที่กองอยู่ชายหาด คำตอบที่ได้รับประจักษ์ชัดว่า ไม่มีเครื่องหมายใดๆประทับแสดงว่าเป็นไม้พม่าเลย  คณะกรรมการยืนมองหน้ากันและกัน

            “เจ้าหน้าที่ของพม่าจะมาประทับตราก่อนขึ้นรถสาลี่ชักลากออกไปพร้อมๆกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้อำเภอครับ”

            “ถ้าตัดไม้สักฝั่งไทยแล้วถีบลงน้ำ มาโผล่ที่หาดแม่สามแลบนี่พิสูจน์ไม่ได้เลยหรือว่าเป็นไม้สักฝั่งไทย” ท่านอุทาร เอ่ยขึ้น ใบหน้าและแววตาขุ่นข้องใจ

            “ผมก็ว่า มันน่าจะพิสูจน์ที่ตอไม้ได้นะว่ามากจากต้นไม้สักฝั่งไทยหรือฝั่งพม่า” ศาสตราจารย์ นิเวศน์เอ่ยขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย แต่

           “น่าแปลกใจนะครับว่า ทำไมไม่ตรวจสอบก่อนการนำเข้า  เชื่อกันง่ายจังนะว่าเป็นไม้มาจากฝั่งพม่า” รองศาสตราจารย์ บุญเทียม ชนะวงศ์วาน กล่าวขึ้น

           “พวกเราเองก็คงจะท้าพิสูจน์ไม่ได้ ในเมื่อไม้ซุงสักผูกแพล่องลงมาจากเหนือน้ำ แม้ว่าจะเห็นๆกันว่าไม้สักในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวินและอุทยานแห่งชาติสาละวิน ถูกตัดโค่นจนเหลือแต่ตอและกิ่งก้าน แล้วมันจะสืบทราบได้อย่างไร หากกักแล้วตรวจสอบก็จะถูกร้องเรียนเพราะเอกสารที่เตรียมมาถูกต้องตรงตามไม้ทุกประการ” ท่านวิชัย สรุป

           “การมาตรวจสอบจนถึงด่านศุลกากรและจุดนำไม้เข้าจากพม่า ก็ได้ข้อมูลเพียงว่า มีการปฏิบัติตามระเบียบของกรมศุลกากรและกรมป่าไม้ครบถ้วน ชนหน้าผาเปรี้ยงในทันใดเลยนะพวกเรา” ผอ.จีรัง เสริม แล้วเดินส่ายหัวไปมา

            มณีเดินไปถ่ายรูปไม้ซุงสักตั้งแต่แพที่เรียงรายในแม่น้ำสาละวิน ไม้ซุงสักที่กำลังรวมกอง  เตรียมชักลาก และทุกขั้นตอนการตีตราไม้ตามระเบียบ ตอกย้ำให้เห็นว่า เป็นการนำไม้พม่าเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และในการเดินทางไปครั้งนี้ ได้เห็นเพียงเจ้าหน้าที่กับชิปปิ้งของแต่ละบริษัทที่ทำงานร่วมกันเท่านั้น

            “แม้จะต้องมาทำงานถึงชายแดนระหว่างประเทศ และล่อแหลมต่อความเสี่ยง แต่กลับพบว่า ทุกอย่างราบรื่น สามารถปฏิบัติงานได้ด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส อะไรหนอคือแรงบันดาลใจที่ทำให้เจ้าหน้าที่เหล่านี้เสียสละมากมาย”

             มณี ได้แต่เก็บความคลางแคลงใจเอาไว้แต่เพียงคนเดียว ไม่กล้าแม้จะเอ่ยปากในเรื่องใด ด้วยว่าเป็นกรรมการที่ยังเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยในกรมป่าไม้ ฟังให้มาก คิดให้ถึง วิเคราะห์ให้ถ่องแท้ และวิจารณ์ให้ตรงประเด็น คือสิ่งที่ มณี ถือปฏิบัติตลอดมา

             คณะกรรมการแต่ละท่านมากประสบการณ์ และเคยมีตำแหน่งระดับบริหารของกรมป่าไม้  องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ และคณาจารย์ผู้ที่เคยสอนสั่ง มณี มาทั้งนั้น ย่อมต้องมีวิจารณญานที่เหมาะสม    

การเดินทางกลับจากจุดที่สี่ อันเป็นการสิ้นสุดของเป้าหมายการลงพื้นที่สนามของคณะกรรมการสมาคมศิษย์เก่าวนศาสตร์ ได้รู้ได้เห็น แต่ไม่ได้ความจริงที่ลึกล้ำกว่าที่เขาจะสำแดงให้เห็นได้ ความในใจของแต่ละคนย่อมต้องมี แต่สถานที่และช่วงเวลายังไม่เหมาะสมที่จะวิเคราะห์  คงต้องรอการประชุมที่สมาคมฯนั่นแหละ จะได้ฟังความคิดเห็นของแต่ละคนอย่างเต็มที่

             เพื่อความปลอดภัย หน้าต่างมีหู ประตูมีตา ฉันใด ภายในรถคันเดียวกันอาจมีช่องโหว่ได้เช่นกัน

             จุดที่ห้า อันเป็นจุดสุดท้ายของการศึกษาและดูงาน ป่าสาละวิน เป็นหมอนไม้ของแต่ละบริษัท อันรวมไปถึงหมอนไม้ขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ด้วยเช่นกัน  รถแล่นขาออกช้าไปบ้างเพราะข้างหน้าเป็นขบวนรถสาลี่ชักลากไม้แล่นอยู่หลายคัน ต้องรอจังหวะที่จะแซงขึ้นไป แต่จะช้าจะเร็วก็หามีความหมายใด ๆไม่ เพราะถึงอย่างไรเสีย ก็ต้องไปหมอนไม้อยู่ดี

             หมอนไม้แรกที่เข้าถึง เป็นหมอนไม้ขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้  ซึ่งชักลากไม้สักออกมาจากป่าสาละวินในส่วนที่ถูกกันออกจากพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติสาละวิน แต่ถึงจะเป็นเพียงเศษไม้ของกลางนอกป่าอนุรักษ์ ก็ยังเป็นไม้ซุงสักที่มีราคาแพง แตกต่างกันแค่ว่า เป็นไม้ซุงสักที่เป็นท่อนสั้น โคนโพรง กิ่งก้านขนาดใหญ่ที่ยังทอนเป็นท่อนซุงขนาดเล็กได้ ขนาดที่เห็นจึงมีตั้งแต่ยาว 2-4 เมตร เท่านั้น

             แต่ก็มีปริมาณที่มากมายมหาศาล หมอนไม้ทอดตัวยาวไกลด้วยไม้ซุงสักเหลือเศษซาก ซึ่งก็ยังดีที่ทำให้เกิดรายได้แก่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้บ้าง ช่วงเวลานั้น องค์การถึงขั้นสภาพไม่คล่องจนต้องจ่ายเงินเดือนพนักงานเพียง 70% แก่พนักงานระดับกลาง-ระดับสูง ส่วนระดับล่างได้รับเต็มจำนวน  แต่ถึงกระนั้น ก็ทำให้มีความรู้สึกแปลกๆว่า เหตุใดไม้ของกลางนอกเขตป่าอนุรักษ์จึงมีมากถึงเพียงนี้

            “องค์การฯยังอุตสาห์ได้ไม้ของกลางมาจำนวนไม่น้อยเลยนะ” ท่านอุทารเอ่ยขึ้น

            “นั่นสิครับ ได้มาไงหนอครับ” ผอ.จีรังแซวเสียงพอได้ยิน

            “แม้แต่พื้นที่ป่าสงวนนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั้งสองแห่ง ยังมีไม้ของกลางขนาดนี้” ศาตราจารย์นิเวศน์เอ่ยขึ้นบ้าง

            “ออป.จะมีรายได้ไปพยุงสถานสภาพคล่องได้บ้างละนะ” รองศาสตราจารย์ บุญชอบ พูดยิ้มๆ

             อดีตรองผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ วิชัย ทรัพย์มาก ได้แต่ยิ้มจนเห็นฟันขาวขับผิวสีคล้ำให้ดูสดใส

            “ขึ้นรถ เดินทางต่อไปยังหมอนไม้ของบริษัทเอกชนนะครับ” มณี ร้องส่งสัญญาณขึ้น ทุกคนเดินกลับไปยังรถใครรถมัน แล้วก็ทะยานไปยังเป้าหมายถัดไป

            “คงดูได้อีกแห่งเดียว ต้องกลับไปเก็บของแล้วรับประทานอาหารมื้อเที่ยง ก่อนบินกลับนะครับ” รองศาสตราจารย์ประทุม เอ่ยขึ้น

             หมอนไม้ต่อไปเป็นหมอนไม้ของบริษัท หนึ่งในจำนวนหลายบริษัท เป็นหมอนไม้ขนาดใหญ่ มีท่อนซุงไม้สักขนาดใหญ่และยาว เปราตรง สวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ ปริมาณมากเพียงใดไม่ได้ตรวจสอบ และก็ไม่จำเป็นต้องไปตรวจให้ละเอียดเกินกว่าความจำเป็น รับรู้กันทั่วทุกตัวคณะกรรมการสมาคมแล้วว่า มีไม้ซุงสักจากพม่ากองเป็นภูเขาเลากา ณ แผ่นดินประเทศไทยอยู่จริง

             ออริจิ้นที่สำแดงตามเอกสาร บ่งบอกว่าเป็นไม้ซุงสักมาจากประเทศพม่า มณี เดินถ่ายรูปเท่าที่จะมีแรงเดินไปได้ในชั่วเวลาไม่มากนัก แดดเริ่มแผดเผา ความระอุเริ่มออกฤทธิ์ เหงื่อเริ่มไหลย้อยจากหน้าผากลงสู่ปลายคาง แล้วไหลอาบไปทั่วแผ่นหลัง แต่ด้วยว่าอยากได้ภาพ ถึงเหนื่อยและร้อน ก็จะต้องเร่งบันทึกภาพไว้ให้ได้ มันคือหน้าที่ในฐานะประชาสัมพันธ์ของสมาคมฯ

            ภาพที่ถ่ายได้เหมือนตาเห็น เป็นไม้ซุงสักชั้นหนึ่ง มีขนาดใหญ่กว่า 2 คนโอบ เปราตรง แต่ละท่อนยาวกว่า 10 เมตรขึ้นไป  ถ้าส่งขายไปยังตลาดกรุงเทพ จะได้ราคาดีที่สุด แต่ถ้าส่งออกไปขายต่างประเทศมูลค่าจะมหาศาลสักเท่าใดกันหนอ คณะกรรมการเหยียบขึ้นไปบนท่อนไม้ซุงสักแล้วก้าวเดินไปทีละท่อน ความอลังการของหมอนไม้ช่างกว้างใหญ่สุดสายตา มันคือ ทองคำเขียว ที่เรียงราย

           “เห็นว่า พจน์ อดีตนักวิชาการป่าไม้ ระดับสูงของกรมป่าไม้ ก็เอากับเขาด้วยนี่นะ ในจำนวนหลายสิบบริษัททำไม้ของเอกชนครั้งนี้ มีมาจากหลากหลายอาชีพ ทหาร ตำรวจ พ่อค้าจากอีสาน พ่อค้าท้องถิ่น พ่อค้าจากกรุงเทพ ฯลฯ กลับไปลองตรวจเอกสารอีกครั้งว่ามีบริษัทในเครือป่าสาละวินครั้งนี้ เท่าไร บริษัทอะไรบ้าง ถ้าลงลึกได้ว่าแต่ละบริษัทเป็นของใครได้ก็จะเป็นหลักฐานชิ้นหนึ่ง ว่า มันคือ มหกรรมการการทำไม้ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยปรากฎมาก่อนในประเทศของเรา” ท่านชำนาญกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเข้มๆ

            “ผมสงสัยจริงครับว่า ไม้สักฝั่งพม่านั้นมีมากมายขนาดไหนกันหนอ ถ้าพวกเราบินขึ้นไปดูได้คงดี” ท่านอุทารเอ่ยขึ้น

            “คงถูกยิงร่วงแน่ ๆ ครับ กะเหรี่ยงคงไม่แฮปปี้” รองศาสตราจารย์บุญเทียม เอ่ยขึ้น

            เสียงหัวเราะดังขึ้น แต่มันช่างเป็นเสียงหัวเราะที่ขมขื่นสิ้นดี   

            “ได้เวลาต้องเดินทางกลับแล้วครับ รถใครรถมันเหมือนเคยครับ”

            มณี เปล่งวลีที่จำเป็น แล้วก็เดินไปขึ้นรถที่นั่งมา คันกลางขบวนเหมือนเดิม 

 
 หน้าแรก  บทความ  ข่าวสาร  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  เว็บบอร์ด

อัตราค่าโฆษณา    

แบบเนอร์ กลางหน้า.  ขนาด 800 x 400-600 พิกเซล เห็นหน้าแรก เดือนละ 30,000 บาท ปีละ 300,000 บาท

แบนเนอร์ เหนือโลโก้เว็บไซต์ ขนาด 1000 x 80 พิกเซล เห็นทุกหน้า เดือนละ 10,000 บาท ปีละ 100,000 บาท

 แบนเนอร์ ซ้าย  ขนาด 240 x 120-160 พิกเซล เห็นทุกหน้า เดือนละ 1,000 บาท ปีละ 10,000 บาท

ทำข่าวแถลง รีวิวโรงแรมและร้านอาหาร  เขียนสารคดี ครั้งละ 5,000 บาท

ฝ่ายการตลาด จิราภรณ์ ขจรศักดิ์สุเมธ "เจี๊ยบ" 086-669-6018 

E-mail: jeabaod@gmail.com 

 
view