นิทาน ๔ เรื่องที่สำคัญเพราะว่า ถึงตายและข้อควรปฏิบัติ กาลครั้งหนึ่ง ผู้มีฤทธีนามกระเดื่องซึ่งติดตามด้วยสมุนผู้มีรูปลักษณ์สุดหล่อ ได้พานพบกับผู้ด้อยทั้งฤทธี ณ ที่แห่งหนึ่งบนทางแคบๆ ด้วยความไม่ชอบหน้าหรือด้วยประการใดๆที่ลึกซึ้งบางประการ พลันท่านผู้มีฤทธีก็ได้สำแดงความมีฤทธีขึ้นมา แล้วชี้หน้าผู้ด้อยฤทธีทันทีว่าวันนี้มีนิทานที่ดีจะเล่าให้ฟังโปรดอย่าทำหน้าแหย ฟังให้ดีๆพร้อมกับสัมทับด้วยความขึงขังและเสียงก้องกัมปนาท ยังความหวาดหวั่นมาก เรื่องที่หนึ่ง ที่ต้องกลัวให้มากคือ เมีย เพราะว่ามันฆ่าตายแน่ถ้ารู้ว่ากินไก่วัด หรือซ่าไม่เลิก เรื่องที่สอง ที่ต้องกลัวให้มากคือสัตว์เขี้ยวงา เพราะว่ามีพิษกัดถึงตายและไว้ใจไม่ได้
เรื่องที่สี่ เรื่องสุดท้ายที่ต้องกลัวให้มากที่สุดคือ คนมีอำนาจโว๊ย เพราะว่าคนมีอำนาจนั้นกระทำอะไรก็ย่อมได้ทั้งสิ้น ครานั้น ก็ก้มหน้าทะมึงทึงแล้วชี้หน้า เพ่งสายตาอันแรงกล้ามายังผู้ด้อยฤทธี ซึ่งยืนหน้าซีด ตัวสั่นสีหน้าเหยเกด้วยความหวาดกลัว ช่างน่าสงสารเสียจริงๆ
เรื่องที่สาม ที่ต้องกลัวให้มากคือพระมหากษัตริย์ เพราะว่ามีอำนาจตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร ทันใดนั้นสมุนสุดหล่อก็สอดแทรกสำทับมาด้วยเสียงอันดังว่า การตัดหัวเจ็ดชั่วโคตรนั้นเขานับขึ้นไปจากตัวเจ้าขึ้นไป ๓ รุ่นคือ รุ่นพ่อแม่ รุ่นปู่ย่า และรุ่นทวดปู่ทวดย่า แล้วก็นับลงไปจากเจ้า ๓ รุ่นเช่นกันคือ รุ่นลูกของเจ้า หลานของเจ้า และเหลนของเจ้า จำเอาไว้ แล้วท่านผู้มีฤทธีก็เล่าต่อว่า
และแล้ว ท่านทั้งสองผู้มีอำนาจก็ย่างจากไปอย่างผึงผายสมชายชาตรีที่สุด ส่วนผู้ด้อยฤทธีก็ตัวสั่นงันงกวิ่งเข้าไปหลบมุมเพราะได้อายยิ่งนัก
นิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เล่ากันมาแต่ครั้งโบราณกาลและก็เกิดเหตุจริงตามนี้ ในวงราชการก็เล่าสืบต่อกันมายาวนาน ตั้งแต่สมัยเจ้าผู้ครองนครจนบัดนี้ ที่ผู้ด้อยฤทธีได้รับอย่างเต็มกำลัง และรู้สึกขวัญสยองกับอำนาจอันเกรียงไกร
ในที่สุดผู้ด้อยฤทธีก็ถูกสั่งเก็บตามชะตากรรมไปด้วยการปลดออกจากผู้อำนวยการส่วนแล้วถูกไล่เข้าป่าขอนแก่นไปแล้วครับ
นิทานเรื่องนี้สอนไว้ดี ควรจดจำ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า บรรดา ๔ อย่างที่ต้องกลัวนั้นถือเป็นอุทาหรณ์ให้ทุกคนได้จดจำเป็นเครื่องเตือนใจ เนื่องจากแต่ละเรื่องล้วนมีความหมายและเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงมานานเนกาเลแล้ว จึงได้กลายมาเป็นบรรทัดฐานในการหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างได้
เรื่องที่หนึ่งนั้นสอนให้รู้ว่า ลมอะไรก็ไม่แรงเท่ากับลมเพชรหึง ซึ่งในบรรดาเมียทุกคนมีประกายไฟตัวนี้อยู่อย่างเต็มกำลัง เมื่อใดก็ตามที่เกิดแรงอัดอย่างท่วมท้น และระเบิดออกมาได้ เมื่อนั้นก็เกิดโศกนารถกรรมขึ้นอย่างรวดเร็วและง่ายดาย ยามนอนท่านต้องระวังของของท่านไว้ให้ดี อาจถูกเชือดเฉือนหรืออาจถูกวางยาให้หลับไม่ตื่น หรือใช้ขวานฟันกบาลแยกก็เป็นไปได้
เรื่องที่สองนั้นสอนให้รู้ว่าสัตว์เขี้ยวงา นั้นเป็นสัตว์เดรัจฉานไม่รู้ประสีประสาอะไร หากมันคิดว่าจะเกิดอันตรายกับมันเมื่อใด เมื่อนั้นมันก็ฉกกัดเอาได้ทันที โดยไม่มีจิตใต้สำนึกใดๆที่จะแยกแยะได้ว่าใครเป็นใคร ใครจะทำอะไรหรือใครจะไม่ทำอะไร ใช้แต่เพียงสัญชาติญานเท่านั้น กัดไว้ก่อน ว่างั้นเถอะ
เรื่องที่สามนั้นสอนให้รู้ว่า ต้องรู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ จะทำอะไรระวังเหาจะกินหัวและจะเดือดร้อนกันไปทั้งโคตรถึง ๗ ชั่วโคตร จึงไม่บังควรอย่างยิ่งยวดที่จะไปยุ่งด้วยประการใดๆ เทิดไว้เหนือเกล้า
เรื่องสุดท้ายคนมีอำนาจ ในยุคสมัยนี้ยิ่งมีฤทธีมากที่สุด ถือได้ว่าเป็นยุคสมัยของตาต่อตา ฟันต่อฟันใครมีอำนาจขึ้นมาเมื่อใดก็ฟาดฟันใครต่อใครได้อย่างไม่ยีหระ จะผิดถูกไม่รับทราบ ไร้จิตวิญญาน ไร้เหตุผล และไม่มีความปราณีต่อใครทั้งสิ้น แต่ในบรรดาคนมีอำนาจนั้นก็ไม่ควรลืมไปว่า _เหนือฟ้าก็ยังมีฟ้า_ เข้าทำนองที่สิงห์รถบรรทุกชอบเขียนกันมันดี _ทีเองข้าไม่ว่า ทีข้าเองอย่าโวย__ นับเป็นสัจธรรมหนึ่งเหมือนกัน
ในเรื่องคนมีอำนาจจึงมีไว้สอนใจได้ทุกระดับชั้น วันนี้มีอำนาจก็เสื่อมอำนาจได้เช่นกัน หากใช้ไม่ถูกต้อง นิทาน 4 เรื่องที่เล่ามานี้ ได้รับการเล่ามาไม่นานนี้เอง จึงจำได้ขึ้นใจ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าอุทาหรณ์เตือนใจ เรื่อง กรรม มิได้มีขีดขั้นจริงๆ วันนี้มีเรื่องที่จะเล่าให้ฟังต่ออีกเหมือนกัน ได้รับฟังมาจากรุ่นพี่คดีแม่ปายซึ่งเชี่ยวชาญเลยทีเดียว นี่เป็นประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นแล้ว ลองฟังดูครับ
การที่เราๆท่านๆต่างก็เป็นข้าราชการด้วยกันนั้น เมื่อคราวที่เกิดเหตุร้ายขึ้นอย่างไม่คาดคิด ก็มักจะทำตนไม่ถูก นึกคิดอะไรก็ไม่ออก งงงันไปจริงๆ ผู้เล่าจึงได้ฝากมาเล่าว่า กรณีดังต่อไปนี้ควรปฏิบัติเช่นไรบ้าง เพื่อเป็นการเตรียมตัวและเตรียมใจให้พร้อม อ่านให้ดีมีประโยชน์มากครับ
1.ในกรณีที่ข้าราชการไม่ว่าระดับใด _ถูกหมายเรียก__เพราะว่าเป็นผู้ถูกกล่าวหาให้รีบไปรายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกำหนดหากไม่ไปตามกำหนดก็จะถูกออกหมายจับ จึงควรไปเสียดีๆ ป่าไม้ก็ไปที่กองตำรวจป่าไม้ใกล้ๆนี่เอง
2.เตรียมหลักทรัพย์เพื่อไปประกันตัวชั้นพนักงานสอบสวน ถ้าเป็นเอกสารสิทธิ์ที่ดิน(โฉนด,นส.3ก.)ต้องให้กรมที่ดินตีราคาประเมินไปด้วย เช่นเดียวกับสมุดฝากบัญชีธนาคาร ก็ต้องให้ธนาคารการันตีด้วยส่วนบัตรข้าราชการ ระดับ 8-10 พนักงานสอบสวนก็จะประเมินให้ 400,000 บาท ระดับ 6-7 มีมูลค่า200,000 บาท และระดับ 2-5 มีมูลค่า 100,000 บาท มูลค่าไม่ถึงซีละแสน นะครับ
3.ไปให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนครั้งแรก ก็ควรจะเอา_ทนายความไปด้วย เพราะว่าวันนั้นจะงุนงงไปหมด พูดอะไรก็ผิดๆถูกๆ คิดอะไรก็ไม่ออก ตอบถามแยกแยะไม่ได้ว่าเป็นเรื่องดีหรือเลว
4.ในวันนั้นก็จะได้รับการเปลี่ยนฐานะจาก ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ต้องหา เจ้าพนักงานเขาจะเตรียมย้ายสถานที่ให้เบ็ดเสร็จ เดินทางโดยรถยนต์หลวงไปยังกองปราบปราม(กองทะเบียนเก่า) ในทันทีที่ไม่ได้รับการประกันตัว แต่ถ้าได้รับการประกันตัวก็นับเป็นคนดีพระคุ้มครอง_ และเป็นความกรุณาของตำรวจแต่อย่างไรก็ตาม ชั้นเจ้าพนักงานสอบสวนมีอำนาจฝากขังได้เพียง 7 วันเท่านั้น ไม่นานเลย
5.หากไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นเจ้าพนักงานฯ เมื่อครบ 7 วัน ก็ต้องส่งศาลอาญา ซึ่งมีอำนาจในการฝากขังได้ไม่เกินครั้งละ 9 วัน กระทำการฝากขังได้ 7 ครั้ง รวมเป็น 72 วัน สถานที่ฝากขังที่คลองเปรมถูกรื้อทิ้งกลายเป็นสวนสวรรค์ไปแล้ว ย้ายมาที่ใกล้ๆอีกแหละครับลาดยาว นี่เอง
สิ่งสำคัญที่สุด หากไม่ได้ประกันตัวในชั้นศาล จะต้องถูกต้องขังจนกว่าคดีจะสิ้นสุด มันจะเหนื่อยตรงนี้มากและต้องสังเกตุว่าหมายเรียกนั้น กำหนดเวลาไว้เป็น 15.00 น.วันศุกร์ สิ้นสัปดาห์พอดีหรือไม่ ผู้มีอำนาจการให้ประกัน(ตำรวจ) ส่วนใหญ่ก็จะออกไปตรวจท้องที่ก่อนเวลาพอดี(ตีกอฟล์)
สุดท้ายคือ"การละทิ้งราชการติดต่อกันเกินกว่า 15 วันโดยไม่มีเหตุอันควรถือว่าผิดวินัยร้ายแรง" ตามมาตรา 92 และผู้มีอำนาจตามมาตรา 104 ต้องสั่งลงโทษปลดออก ไล่ออก โดยไม่มีบำเหน็จบำนาญแต่อาจลดโทษได้ ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่า ปลดออก โดยได้รับบำเหน็จบำนาญ"
นิทาน 4 เรื่องและข้อควรปฏิบัตินี้ น่าจะทำให้ "ป่าไม้พัฒนาตนเองกันบ้าง" ไม่มากก็น้อยครับ