คืนป่าสู่แผ่นดิน
เมื่อครั้งที่โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติเริ่มต้น แนวคิดการประชาสัมพันธ์เน้นที่ การคืนป่าสู่แผ่นดิน และวีดิทัศน์ ปลูกป่าเพื่อฟ้าดิน โดยแบ่งแปลงปลูกป่าในพื้นที่ที่เสื่อมโทรม ส่วนใหญ่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โครงการตามพระราชดำริ หน่วยจัดการต้นน้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ในโซนซี (Conservation Zone = C) จำนวน 5 ล้านไร่ ในพื้นที่เขตอนุรักษ์จำนวน 80.25 ล้านไร่(โซนซี) เพื่อเติมเต็มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่เสื่อมโทรมให้คืนสภาพธรรมชาติที่สามารถเอื้ออำนวยประโยชน์แก่ปวงชนชาวไทยที่อาศัยน้ำเพื่อการดำรงชีวิตและทำกิน
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ มีการปลูกป่าไปแล้วด้วยพลังสร้างสรรค์ของทุกองค์กร เช่น การปิโตรเลียม การไฟฟ้าฝ่ายผลิต บริษัทเจริญโภคภัณฑ์จำกัด ฯลฯ และงบประมาณแผ่นดินรวมพื้นที่ จำนวน 2,634,554 ไร่ (2550) ยังเหลือพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมอีก 2,377,279 ไร่(2550) ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่จนอกอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชแทบแตกสลาย เมื่อมีกระแสว่าจะต้องถวายผืนป่าดังกล่าวในวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์เป็นปีที่ 60
มีเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคเสนอให้ว่า พื้นที่แปลงปลูกที่เหลืออยู่ 2,377,279 ไร่ มีอยู่ และประชาชนทั่วไปรับรู้ว่าเป็นพื้นที่โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติที่จะถวายในหลวง จึงควรถวายในคราวนี้ด้วยแนวคิด เป็นการปลูกป่าโดยอาศัยการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ(Natural Regeneration) ซึ่งโดยรากศัพท์เป็นการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติจากแม่ไม้ที่มีอยู่ในป่าธรรมชาติ แต่พื้นที่เสื่อมโทรมเหล่านั้น แม้แต่แม่ไม้ที่ดีหรือไม่ดีก็ยังแทบจะไม่เหลืออยู่เลย อีกกี่พันปีถึงจะขยายพันธุ์ได้สำเร็จ ศรีธนนชัยครับท่าน
ถึงวันนี้ สิ่งที่กรมอุทยานต้องทำคือ ค้นหาคำตอบให้ได้ว่า พื้นที่แปลงปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติที่กำหนดไว้แล้วและยืนยันกันมาตลอดว่า “มีอยู่จริง” นั้นอยู่ในพื้นที่ประเภทใด อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หน่วยจัดการต้นน้ำ โครงการพระราชดำริ หรือพื้นที่ใดๆในสำนักบริหารพื้นที่ทั้ง 1-16 สำนัก มีอยู่ตรงไหนให้ชี้ชัดลงมาในแผนที่แต่ละสำนักแต่ละเขต พื้นที่เท่าไร พร้อมภาพถ่ายและรายงานสถานภาพที่ จะมีความเป็นไปได้หรือไม่ได้หากต้องเข้าไปปลูกป่า
ถ้ากรมอุทยานแห่งชาติอยากจะสานฝันการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติให้สำเร็จครบ 5 ล้านไร่ ต้องละฐิธิมานะแล้วก้มหน้าพร้อมสิบนิ้วพนมกรกราบสิบทิศ เพื่อขอให้องคมนตรี ท่านอำพล เสนาณรงค์ นำขบวนไปปรึกษาประธานองคมนตรี ซึ่งเพียงท่านผายมือเชื้อเชิญรัฐวิสาหกิจ ราชการ เอกชน องค์กรเอกชน หรือแม้กระทั่งกองทุนสิ่งแวดล้อม 4,000 ล้านบาทที่มีอยู่ ฯลฯ มาร่วมกันทำความฝันให้สำเร็จเพื่อประเทศไทยโดยอาศัยพระบรมโพธิสมภาร ก็น่าจะมีความเป็นไปได้สูงที่สุด
ประการสำคัญ วันนี้ต้องตอบสังคมให้ได้ว่า กรมอุทยานแห่งชาติจะรักษาป่ามิให้โดนลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ไม่ให้มีการลักลอบล่าสัตว์ป่าส่งขายร้านอาหารป่า ไม่มีการลักลอบบุรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพิ่มขึ้น การปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ การปลูกป่าในโครงการพระราชดำริ การปลูกป่าในการจัดการต้นน้ำ ต้องมีความโปร่งใสไร้ซึ่งการคอร์รัปชั่น 100% เพื่อเรียกร้องความเชื่อถือและศรัทธากลับคืนมาให้ได้ หยุดเก็บเปอร์เซ็นต์สักปี มีเงินเหลือเท่าไรให้ปลูกเป็นป่าขึ้นมาตอบแทนพระคุณแผ่นดินเกิด แค่นี้ก็มีป่าถวายในหลวงและพระราชินี
จำกันได้ใช่ไหมว่าเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2550 สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถ ได้ทรงสะท้อนความรู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่งยวดว่า พระองค์ทรงวิงวอนให้มีการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งทรงขอร้องมาตั้งแต่อายุ 17 ปีเศษจนถึงวันนี้อายุ 75 ปี ก็ยังไม่สำเร็จสักอย่าง ทั้งหมดก็เพื่อรักษาป่าไม้ไว้เก็บน้ำจืด ให้ประชาชนมีใช้อย่างพอเพียง เพียงคิดตามก็น้ำตาอาบแก้ม
รุ่งขึ้นมีหน่วยงานรับและรัฐวิสาหกิจออกมาเสนอจะปลูกป่า รายหนึ่งถ้าจำไม่ผิดกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะปลูก 2 ล้านไร่ เป็นต้น ซึ่งต้องถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมที่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถทรงห่วงใยและมีพระราชกระแสรับสั่งดังกล่าว แต่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องโดยตรง ต้องลุกขึ้นยืนแล้วตอบเสียงดังฟังให้ชัดๆ มีพื้นที่ให้ปลูกตามประสงค์ ขอเชิญมาเลย บริการฟรีไม่มีเปอร์เซ็นต์คร๊าบ!!
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสอนข้าพเจ้าอย่างนี้ แต่พูดเท่าไรก็ไม่ฟังก็ต้องตายซะก่อนถึงจะเชื่อฟัง เพราะพื้นที่เป็นที่สูงมันก็ต้องถล่มแน่ และไม้ที่ตัวเองตัดต่างก็ถล่มมากับน้ำด้วย มาทับหมดเลย ข้าพเจ้าว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง และหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากพวกท่านว่า “ตั้งต้นเสียทีเถิด”