http://www.thongthailand.com
  สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 หน้าแรก  เว็บบอร์ด  บทความ  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  ข่าวสาร
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/03/2009
ปรับปรุง 25/01/2025
สถิติผู้เข้าชม14,649,656
Page Views17,006,858
« April 2025»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930   
ท่องเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก
ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และความเชื่อ
รีวิว ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ทและสปา
  foo&bed
ธรรมชาติ,สัตว์ป่าและพันธุ์พืช...มีคุณ(nature)
บทบรรณาธิการ สกู๊ฟพิเศษ และเรื่องเล่า
ข่าวสาร
http://www.thongthailand.com/index.php?mo=3&art=42365202
 

การฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ในป่าอนุรักษ์


                การฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ในป่าอนุรักษ์

                                                                                            ธงชัย เปาอินทร์

             ด้วยกลไกหลายประการแต่อดีต  ทำให้คำว่า การปลูกป่า  มีภาพพจน์ในทางลบมากกว่าบวก  ต่อมาคำว่า การปรับปรุงหรือการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ ถูกนำมาใช้เพื่อให้ได้งบประมาณมาทำงานอย่างหวั่นกลัว  กลไกสำคัญที่ถูกกดดันมากคือ การคอร์รัปชั่น พูดกันจะจะ ไม่ว่าองค์กรไหนที่มีคำว่าอนุมัติ อนุญาต จากการเบิกจ่าย จากการผ่านเรื่องราว  จากการตรวจตราหรือตรวจสอบ มีการคอร์รัปชั่นทุกที่ แต่ในความเป็นจริงที่จำเป็นต้องปลูกป่าเพราะว่าอะไรนั่นหรือ วันนี้หน้านี้มีคำตอบ

                   
การปลูกป่าที่กรมป่าไม้เคยปฏิบัติ

             อดีตกาลของกรมป่าไม้ มีกองบำรุงเป็นกองเดียวที่มีหน้าที่ในการเพาะชำกล้าไม้เพื่อแจกจ่ายประชาชนปลูกประดับ ปลูกให้ร่มเงา ปลูกในบ้านและที่ดินส่วนตัว ปลูกในวัด โรงเรียน ที่สาธารณะประโยชน์  ไม่ได้เพาะกล้าเพื่อปลูกป่า  ชนิดไม้ที่เพาะจึงแตกต่างจากที่จะปลูกป่าเศรษฐกิจและป่าเพื่อการอนุรักษ์ (ต้นน้ำ) จริงๆ

  งานการปลูกป่าและบำรุงรักษาสวนป่า  มีตั้งแต่การตั้งเรือนเพาะชำกล้าไม้ การเก็บหาเมล็ดไม้ การเพาะชำกล้าไม้ การกราดแดดเพื่อให้กล้าไม้แกร่ง  การคัดขนาดต้นกล้าให้เหมาะสม เพื่อที่จะให้ได้กล้าไม้ที่แข็งแรงเมื่อนำไปปลูกจะได้ทนแล้ง เติบโตเร็ว  รอดในฝนเดียว  การปลูกป่าลักษณะนี้มีทั้งการปลูกป่าเศรษฐกิจ(ไม้ป่าเศรษฐกิจ)  และการปลูกป่าเพื่อรักษาต้นน้ำ(ไม้ไม่ผลัดใบ ใบเล็ก และเติบโตเร็วเพื่อปกคลุมพื้นที่ป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรม)

การเตรียมพื้นที่ประกอบด้วยการแผ้วถางป่า การเก็บริบสุมเผา การปักหลักหมายแนวปลูก(ปลูกเป็นแถวเป็นแนวมีระยะปลูกที่เหมาะสม) การปลูก  การบำรุงสวนป่าที่ประกอบด้วยการดายวัชพืชครั้งที่ 1  การปลูกซ่อมเมื่อพบว่ามีต้นกล้าที่ปลูกตายไป  การดายวัชพืชครั้งที่ 2-3  เพราะว่าการปลูกป่าที่แท้จริงต้องอาศัยน้ำฝนจากฟ้าเท่านั้น จนพูดกันว่า ปลูกให้เทวดาเลี้ยง พอชนรอบจะเข้าแล้งก็ต้องทำแนวกันไฟป่า  ทางตรวจการณ์ไฟป่า  การชิงเผา  ต้นไม้ที่ปลูกรอดตายจากแล้งและไฟป่า ถือว่าเป็น ผลงานที่มีหลักฐานยืนยัน” `_แต่จะรอดกี่เปอร์เซ็นต์

                 ในอดีตถ้าหัวหน้าสวนป่าคนไหนปลูกป่าไม่มีผลงาน  มักจะถูกย้ายออกและถูกตั้งกรรมการสอบสวน  ดองเค็มไปหลายปี  บางคนต้องขอย้ายไปที่อื่นๆ  แต่วันนี้มีแต่การปฏิบัติที่เป็นความสัมพันธ์ลึกซึ้งจนกลายเป็น เด็กกูเอง จนทำให้เกิดข้อความที่เจ็บปวดกระดองใจ ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป คนทำดีจึงหยุดทำกันหมด ใช่ ! เลย

                                 

กองอนุรักษ์ต้นน้ำยุคเข้มข้น

             กองบำรุง กรมป่าไม้ในยุคนั้นมิใช่มีเพียงการเพาะชำกล้าไม้และปลูกป่า  แต่มีงานอุทยานแห่งชาติ  งานอนุรักษ์สัตว์ป่า  งานอนุรักษ์ต้นน้ำ  เหมือนไผ่แตกกอกลายเป็นกองอุทยานแห่งชาติ  กองอนุรักษ์สัตว์ป่าและกองอนุรักษ์ต้นน้ำ ส่วนการเพาะชำกล้าไม้และการปลูกป่าเศรษฐกิจ(ไม้สักและไม้มีค่า) ทั้งหมดทั้งมวลเป็นการแตกกอออกตามสายวิชาการด้านต่างๆ

              กองอนุรักษ์ต้นน้ำ  มุ่งเน้นทำงานสืบค้นหาพื้นที่ที่เป็นป่าต้นน้ำซึ่งถูกบุกรุกทำลายจนหมดสภาพความเป็นป่า แล้วเดินทางด้วยเท้ากันสามวันสองคืนเพื่อเข้าไปปักหลักตั้งหน่วยงานด้วยกระดาษคำสั่งใบเดียว  กระต๊อบหญ้าคาเป็นที่ทำการที่ทั้งนอน ทำงาน ทำอาหาร คนงานหาเอาจากหมู่บ้านใกล้เคียง หรือบางทีต้องลงมาเอาคนจากพื้นราบขึ้นไปอยู่เป็นกลุ่มๆ เพื่อให้งานดำเนินไปได้

               ทุกที่ที่เข้าไปทำงาน  หน่วยงานป่าไม้กองนี้เป็นปฏิปักษ์ต่อชาวบ้านหรือชาวเขาที่แผ้วถางป่าทำไร่เลื่อนลอย  มีการร้องเรียน  มีการถวายฎีกา  มีการลอบทำร้าย มีแม้กระทั่งการหยอดสลอดใส่ในไม้ไผ่ผ่าซีกที่ทำเป็นรางน้ำมาใช้ดื่มกินจนท้องเดิน(เสีย)แทบจะวางวาย  แต่ทุกคนสวมวิญญาณนักสู้สู้ไม่ถอย จนในที่สุดตั้งหน่วยงานได้  เพาะกล้าไม้ ปลูกป่ารักษาต้นน้ำได้โดยมีชาวบ้านเป็นแรงงานสำคัญที่ไม่ควรลืมบุญคุณ  ปลูกป่าต้องปลูกคน

               กิจกรรมการปลูกป่าต้นน้ำ(100-200 ต้น/ไร่)  ปลูกด้วยพันธุ์ไม้ป่าที่มีถิ่นกำเนิดในท้องถิ่นเช่น   เติม  แอปเปิ้ลป่า  ก่อ  นางพญาเสือโคร่ง ยางแดง  ตะเคียนทอง  สนสามใบ  สนสองใบ   ฯลฯ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่ที่ปลูกมีลักษณะป่าประเภทใด สูงจากระดับน้ำทะเลแค่ไหน  เป็นพันธุ์ไม้ที่ไม่ผลัดใบเป็นหลัก  ความยากและอัตราการรอดตายอยู่ที่ชนิดพันธุ์ดังกล่าว  แต่พูดได้คำเดียวว่าเป็นงานที่ยาก 

                 โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ป่าต้นน้ำเหล่านั้นมักจะเป็นที่สูงชัน แค่หาบกล้าไม้ไปปลูกก็ล้มคว่ำกันหลายตลบ `ดินก็เสื่อมโทรมมาหลายปีจากการทำไร่เลื่อนลอย ปลูกไม่ตรงฤดูกาลก็ตายมาก

 

นักการเมือง  เอ็นจิโอ  และกระแส

               ในการแปรญัติงบการปลูกป่าของกรมป่าไม้ ขั้นกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร  อ้างแต่การโกงกินของเจ้าหน้าที่  การปลูกป่าไม่มีผลงาน  จนกระทั่งมีการให้เปิดประมูลงานปลูกป่า โดยภาคเอกชน  แต่แล้วผลการแปรญัติดังกล่าวล้มเหลวในปีถัดมา  จึงได้เกิดการยอมรับว่า การปลูกป่าไม้ได้ง่ายอย่างปลอกกล้วยเข้าปาก  เงื่อนไขดังกล่าวเลิกล้มไป

 เวลาเดียวกันเอ็นจิโอสายลบกล่าวกันมากว่า  การปลูกป่าเป็นการจับต้นไม้มาเข้าแถว  เป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว  ต่อไปก็จะไม่เป็นป่าธรรมชาติ  มีการเปิดแผ้วถางป่าเพื่อปลูกป่า อ้างกระทั่งว่าการเปิดพื้นที่เพื่อปลูกป่าทำให้น้ำในดินระเหยมากขึ้น  สรุปว่าการปลูกป่าไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้ที่เสื่อมโทรมเลยสักประเด็น

 แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เอ็นจิโอไม่รู้ก็คือ  จากขั้นตอนการแผ้วถางป่าปลูกต้นไม้แล้วดายวัชพืชเพื่อเปิดแสงให้กับต้นไม้เข้าแถวนั้น มันมีต้นไม้ที่แตกหน่อจากตอเดิมหรือเหง้าใต้ดินหรือจากเมล็ดที่ปลิดโปรยจากแม่ไม้ตามธรรมชาติ โผล่ขึ้นมาแซมทั่วไป  ตรงนี้แหละครับที่นักวิชาการป่าไม้เขาจะไม่ตัดทำลายมัน แต่จะปล่อยให้เติบโตไปพร้อมๆกับต้นไม้ที่ปลูกใหม่  กลายเป็นป่าผสมผสานในปีถัดมาและตลอดไป

  อีกประการหนึ่ง นักวิชาการป่าไม้มีกรรมวิธีในการปลูกป่าแบบผสมผสาน ที่มีทั้งปลูกคละกันไปทั้งดอยและปลูกเป็นแปลงๆ(บล็อก) สลับกันไปแบบไร่ต่อไร่หรือดอยต่อดอย  ซึ่งวิธีการปลูกลักษณะนี้ช่วยในการป้องกันการระบาดของโรคหรือแมลง มีการทำแนวกันไฟป่ารอบแปลงที่เพิ่มความปลอดภัยให้กับต้นไม้ที่ปลูก และเพิ่มขีดความสามารถในการดับไฟป่าได้อีกทางหนึ่ง

           ถึงอย่างไรก็ตาม  เพราะว่ากรมป่าไม้อ่อนด้อยเรื่องการประชาสัมพันธ์  การทำความจริงให้ปรากฏ  การสร้างความเข้าใจ  การเผยแพร่รวมถึงการสร้างแนวร่วม  ปวกเปียก ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงเป็นลบตามไปอย่างช่วยไม่ได้  เหตุที่เป็นดังนั้นก็เพราะว่า ในตำราวิชาวนศาสตร์ทั่วไป มีเพียงประโยคเดียวที่พูดถึงการประชาสัมพันธ์ว่า 
          “ในอนาคตการประชาสัมพันธ์จะเป็นเรื่องสำคัญที่นักวิชาการป่าไม้ต้องตระหนัก  
      กรมป่าไม้เคยมีสำนักสารนิเทศระดับ 9 ยุบเป็นส่วนประชาสัมพันธ์ระดับ 8 ไปเรียบร้อยแล้ว

                          

สำนักนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ

            การปรับเปลี่ยนโครงสร้างจ่ากกรมป่าไม้เป็นกรมอุทยานแห่งชาติ,สัตว์ป่าและพันธุ์พืชจากกองระดับ 8 กลายเป็นสำนักระดับ 9  จากฝ่ายระดับ 7 เป็นผู้อำนวยการส่วนระดับ 8  แต่น่าเสียดายที่เนื้องานการปลูกป่าต้นน้ำถูกนักการเมือง  เอ็นจิโอสายลบ  ข้าราชการที่อ่อนไหวไปกับกระแสการอนุรักษ์ป่าแบบ  ไม่ต้องปลูกเดี๋ยวก็ขึ้นเอง และข้าราชการที่มีแผลก็เลยตอบอ้อมๆแอ้ม ในที่สุดก็ยกเลิกการปลูกป่าปรับปรุงต้นน้ำไปอย่างน่าเสียดาย งบประมาณก็น้อยลง  สำนักแทบจะไม่มีงานทำ

แต่แล้วคำว่า   การปรับปรุงหรือการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ก็ปรากฏขึ้น`เป็นก้าวย่างที่โอนอ่อนไปตามกระแสอนุรักษ์เพี้ยนๆ  จากการปลูกป่าไร่ละ 100-200 ต้น/ไร่ ที่มีระบบตรวจสอบติดตามผลการปลูก ทุกหลักที่ปักหมายแนววัดพื้นที่ป่าที่จะปลูกทุกหลัก ประกันได้ว่า มีผลงานที่มองเห็นได้กว่า 85 เปอร์เซ็นต์  กลายมาเป็นการเจาะช่องปลูกไร่ละ 25 ต้น(660 บาท/ไร่)   วัชพืชและไฟป่าโหมพักเดียวก็หงิก  วัชพืชรกเร็วก็หงิก ติดตามตรวจสอบก็ยาก

มีการสร้างเขื่อนดักตะกอน(Check damp) ตามหลืบห้วยเล็กๆ  ด้วยวัสดุจากธรรมชาติเช่นไม้ไผ่ซึ่งอาจมีอายุ 1 ปีหรือมากกว่านั้น เรื่องนี้ผู้เขียนไม่เห็นด้วยนักเพราะว่าถ้าปลูกต้นไม้ให้หนาแน่นชั่วเวลาหนึ่งเรือนยอดต้นไม้ก็ปกคลุมพื้นที่ได้ดียิ่งกว่า  ป้องกันแรงตกกระทบของเม็ดฝนได้ดีกว่า  ป้องกันตะกอนที่จะเกิดได้มากกว่า  เก็บความชุ่มชื้นตั้งแต่ใต้ร่มเรือนยอดจนถึงใต้ดินได้ดีกว่า  เรียกว่าเพิ่มความชุ่มชื้นทั้งเหนือดิน ใต้ดิน(น้ำฝนที่ตกผ่านเรือนยอดแล้วไหลลงตามลำต้นและระบบรากสู่ชั้นใต้ดิน) แต่ถ้าทำจริงๆจังๆไม่หวังผลเป็นเม็ดเงิน ก็น่าทำ

และจากผลการปลูกป่าต้นน้ำด้วยสนสามใบที่ดอยตุง จังหวัดเชียงราย  ดอยขุนคอง จังหวัดเชียงใหม่ ดอยสามหมื่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นภาพที่เห็นได้ด้วยสายตาว่า ถ้าการปลูกป่าได้ผล เรือนยอดที่แผ่กว้างจนจรดกันช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แผ่นดินเพียงใด  ข้อแม้คือการป้องกันไฟป่าต้องเข้มข้น ซึ่งในงบการปลูกป่าต้นน้ำจะมีการปลูก การบำรุง การป้องกันไฟป่า อยู่รวมในหน่วยงานเดียว ไม่ได้แยกกันบริหารอย่างปัจจุบันนี้

                   
คำตอบเรื่อง  ทำไมต้องปลูกป่า

              1.  นายสมเพิ่ม  กิตตินันท์  อดีตรองอธิบดีกรมป่าไม้  ได้ทำการวิจัยสมัยที่ดำรงตำแหน่งนักวิชาการป่าไม้เอก  หัวหน้าฝ่ายวนวัฒนวิจัย  กองบำรุง เมื่อปีพ.ศ.2511  พบว่า  ต้นไม้สักที่เกิดตามธรรมชาติจะเติบโตจนพ้นไฟป่า(รอดตายเติบโตเป็นต้นสักสูง 128 ซม.) ใช้เวลา 15 ปี  นั่นหมายความว่า  ตั้งแต่แตกหน่อเป็นต้นกล้าเมื่อฤดูฝนที่ผ่านมา  แล้วเข้าแล้งไฟป่าจะไหม้กล้าสักเล็กๆ(ขนาดก้านไม้ขีด)จนตายแล้วตายอีกนาน 15 ปี

ในแต่ละปีเหง้าสักใต้พื้นดินสะสมอาหารมากขึ้นๆเพื่อแทงยอดขึ้นมาอีกครั้ง  ถ้าขุดเหง้าสักขึ้นมาดูจะพบว่า มีร่องรอย(แผลเป็น)ต้นสักที่ถูกไฟป่าเผาตาย(ต้นบนดิน)ชัดเจน มีต้นไม้ในป่าธรรมชาติหลายชนิดที่มีรากสะสมอาหารเป็นเหง้า  มีขีดความสามารถในการแตกหน่อจากตอหรือเหง้าได้  แต่มีต้นไม้อีกนับหมื่นชนิดที่ไม่มีการแตกหน่อจากตอ ไฟป่ามาคราวเดียวก็ตายเกลี้ยง

ป่าสักตามธรรมชาติก็เช่นกันต้องใช้เวลานานถึง 15 ปีจึงพ้นไฟป่า  แต่ถ้าเพาะกล้าไม้สัก 1 ปีได้เหง้าสักหรือต้นกล้า แล้วนำไปปลูก  บำรุง ป้องกันไฟป่า ชั่วอีกปีเดียวต้นสักก็ไม่ต้องผจญไฟ รอดตายและเติบโตเป็นป่าได้  ย่นเวลา 14 ปี ต้นไม้อื่นๆอีกหลายชนิดที่แตกหน่อจากตอได้ เช่น ประดู่ป่า  เต็ง  รัง  เหมือด  เป็นต้น

2.  พรพรรณ  จงสุขสันติกุล และสุชีธีลา ธีราภรณ์  ได้ทำการวิจัยเรื่อง กษัยการของดินระหว่างพื้นที่ป่าไม้กับพื้นที่ทำไร่เลื่อนลอย  ที่หน่วยจัดการต้นน้ำม่อนอังเกต จังหวัดแม่ฮ่องสอน พบว่า

2.1  ป่าดงดิบชื้นธรรมชาติความลาดชัน 68%  สูญเสียดิน 3.14 ตัน/ไร่/ปี  และมีการสูญเสียแร่ธาตุ(N-P-K-Ca-Mg-Na) 19.08 กก./ไร่/ปี

2.2  พื้นที่ทำไร่เลื่อนลอยความลาดชัน 28% สูญเสียดิน 13.11 ตัน/ไร่/ปี และมีการสูญเสียแร่ธาตุ((N-P-K-Ca-Mg-Na) 65.78 กก./ไร่/ปี

2.3  พื้นที่สวนสนสามใบอายุ 12 ปี ความลาดชัน 68% สูญเสียดิน 2.35 ตัน/ไร่/ปี  และมีการสูญเสียแร่ธาตุ((N-P-K-Ca-Mg-Na) 18.05 กก./ไร่/ปี

จะเห็นว่าป่าสนสามใบที่ปลูกอายุ 12 ปี มีศักยภาพเทียบเท่าป่าดงดิบชื้นธรรมชาติ  แก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงทีใช่หรือไม่ ? ถ้าปล่อยให้ฟื้นคืนตามธรรมชาติต้องเผชิญกับไฟป่ากี่ปี  ระบบการปลูกป่าจะเพิ่มศักยภาพการฟื้นตัวเร็วขึ้นเพียงใด ที่สำคัญต้นไม้ที่ปลูกในพื้นที่ป่าอนุรักษ์(โซนซี) ต้องปลูกพันธุ์ไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยเป็นหลัก  (ต้นอะไรดี?)

ดังนั้น   การปลูกป่าจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อการฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมบนพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่สูงชัน  มีผลกระทบสูงต่อระบบนิเวศน์ลุ่มน้ำ  โดยเฉพาะเป็นกรณีเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการเพื่อแก้ไขวิกฤติที่เกิดมายาวนาน  เมื่อมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ย่อมมีความชุ่มชื้นและส่งเสริมให้ป่าต้นน้ำมีศักยภาพในการเอื้ออำนวยผลต่อระบบการไหลเวียนของน้ำอย่างยิ่งยวด

มีน้ำที่สะสมอยู่บนที่สูงเหมือนมีแทงค์น้ำที่มีน้ำเต็ม   มีน้ำในปริมาณที่มากพอเพียงที่จะเอื้อประโยชน์ได้เต็มที่  มีน้ำที่มีคุณภาพดีปราศจากตะกอนดินและสิ่งปนเปื้อน มีน้ำที่ไหลลงสู่ที่ราบต่ำได้อย่างยั่งยืน ใช้ได้ตลอดเวลา

รักในหลวง  ห่วงพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระราชินีของเรา ร่วมกันปลูกป่ารักษาต้นน้ำ วันนี้  ประชาชีมีน้ำใช้อย่างยั่งยืนในวันหน้า

 

Tags : Man made forest

 
 หน้าแรก  บทความ  ข่าวสาร  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  เว็บบอร์ด

อัตราค่าโฆษณา    

แบบเนอร์ กลางหน้า.  ขนาด 800 x 400-600 พิกเซล เห็นหน้าแรก  5,000 บาท/เดือน

แบนเนอร์ เหนือโลโก้เว็บไซต์ ขนาด 1000 x 80 พิกเซล เห็นทุกหน้า 4,000 บาท/เดือน

 แบนเนอร์ ซ้าย  ขนาด 240 x 120-160 พิกเซล เห็นทุกหน้า 3,000 บาท/เดือน

ทำข่าวแถลง รีวิวโรงแรมและร้านอาหาร  เขียนสารคดี เชิญได้โดยตรงที่ โทร.081-9416364

ติดต่อ 135 ม.12 ต.กำแพงแสน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม 73140

 
view