ผาชู้ อุทยานแห่งชาติศรีน่าน
มณี บันลือ/เรื่อง นิวัตร/ภาพ
เพียงเพราะชื่อ ผาชู้ ก็ทำให้สงสัยแล้วว่า อะไรหรือ ทำไมหรือ คิดได้แตกต่างกันไปไกลแสนไกล ปัทโธ่ แท้ที่จริงเป็นเพียงสำเหนียกเรียกขานหินผาที่โอนเอนเข้าหากันว่า "ผาจู้" แต่ด้วยภาษาของทางราชการตราจารไว้ในแผนที่ทางอากาศว่า ผาชู้ จึงเกิดตำนานเล่าขานกันไปอีกหลากหลายรูปแบบ จะอย่างไรก็ตาม นามผาชู้ก็ทำให้หมู่เหล่านักทองเที่ยวรู้จักกันทั่วไปว่า ณ ที่ผาชู้ นั้นมันเป็นอุทยานแห่งชาติศรีน่าน
บนเทือกเขาสูงกว่า 800 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง อยากไปแล้วไหมล่ะ?
หน้าผาชู้ที่สูงตระหง่าน
ด้วยระยะทางจากกรุงเทพถึงพิษณุโลกระยะทาง 400 กม.ต่อไปทางจ.อุตรดิตถ์แล้วเลยขึ้นไปยัง
อ.เด่นชัย ซึ่งเป็นสามแยก เลี้ยวซ้ายจะไปเชียงใหม่ เลี้ยวขวาจะไป จ.แพร่ วิ่งผ่านแพร่ไปยัง อ.เวียงสา เป็นสามแยกอีกน่ะแหละ ถ้าเลี้ยวซ้ายก็ไปจ.น่าน ถ้าไปผาชู้ก็ต้องเลี้ยวขวา ผ่าน ตลาด อ.เวียงสา มุ่งไปยัง อ.นาน้อย เจอสามแยกมีป้ายบอกทางว่าไปยัง ผาชู้ หรืออุทยานแห่งชาติศรีน่าน อีก 18 กม.
รวมระยะทางถึงผาชู้ 720 กม.ไม่ขาดไม่เกินกว่านี้ ใช้เวลาเดินทางแบบไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก 7-8 ชม.
ออกเดินทางหัวค่ำก็ถึงสว่างแจ้งแดงแจ๋ หรือถ้าออกเช้าตรู่ก็โน่นแหละ เย็นย่ำสนธยาลาจร ถึงแน่นอน เลือกเวลาออกเดินทางกันได้ตามชอบ หรือตามแต่เวลาที่มีให้ หรือแล้วแต่เมียสั่งลุยก็เลือกได้เลย
ใต้หน้าผาชู้ เป็นที่ทำการอุทยานแห่งชาติศรีน่าน มีเสาธงชาติสำแดงความเป็นที่ทำการของทางราชการ สนามหน้าที่ทำการเป็นลานแคบๆทอดยาวไปตามไหล่เขา เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมกางเต็นท์นอน ด้วยว่ากางเต็นท์นอนตรงนี้ดีกว่ากางเต็นท์นอนตรงจุดอื่นๆ
เพราะว่าพอแสงแรกแห่งอรุณอาบฉาบขอบฟ้า ก็จะได้เห็นทะเลหมอกก่อนใคร เป็นจุดที่ชมทะเลหมอกได้ดีที่สุด สวยที่สุด อีกทั้งยังมีร้านอาหารสวัสดิการบริการ พร้อมห้องน้ำห้องสุขา
ทะเลหมอกวันสวยๆของลานหน้าผาชู้
น่าเสียดายที่ก่อนการประกาศตั้งเป็นอุทยานแห่งชาตินั้น ตรงจุดที่สร้างที่ทำการของอุทยานฯเคย เป็นศาลาแฝดทรงเอเฟรมยกพื้นสูงลอยขึ้นไปอีก 2 เมตรเหนือพื้นดิน มีนอกชานกว้างขวาง ใช้เป็นที่อาบแดดและชมทะเลหมอกแสนวิเศษ ซึ่งเป็นจุดที่ดีที่สุดของอุทยานแห่งชาติแห่งนี้ หากยึดกรอบการจัดการอุทยานแห่งชาติแล้ว ต้องมอบสิ่งที่ดีที่สุดเหล่านี้ให้กับนักท่องเที่ยวครอบครอง และใช้ประโยชน์
แต่เมื่ออุทยานแห่งชาติมาสร้างอาคารชั้นเดียวตรงจุดดังกล่าว จึงเสียโอกาศที่ดีของนักท่องเที่ยวไปอย่างช่วยไม่ได้เลย นอกจากนั้น ยังขาดความเป็นส่วนตัวของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่งด้วย โว๊ย!!
ถ้าเป็นเช่นนี้เสียแล้วจะมีทางแก้ไขหรือไม่ มีครับ นั่นคือย้ายที่ทำการอุทยานแห่งชาติตรงจุดนี้ไปยังบ้านพักชั้นเดียวอันเป็นหน่วยจัดการต้นน้ำเดิม ที่ตั้งอยู่ใต้ด่านกั้นของอุทยานแห่งชาตินิดหนึ่ง ตรงจุดนี้เหมาะสมที่จะตั้งเป็นที่ทำการของอุทยาน แล้วพัฒนาที่ทำการหลังเก่าให้เป็นค่ายเยาวชน หรือเรือนนอนรวมของคณะนักท่องเที่ยวกลุ่มหรือหมู่คณะได้อย่างสวยงาม ส่วนจะสร้างศาลาหน้าที่ทำการไว้ชมทะเลหมอกอีกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของหัวหน้าอุทยานแห่งชาติและผู้บริหารระดับสูงของกรมอุทยานโย้เย้ ฯ ต่อไป
พันธุ์ไม้ป่าน่าสนใจ
หลังร้านสวัสดิการ เป็นบ้านพักเจ้าหน้าที่ขนาดสี่ห้องนอน อยู่บนยอดดอย เด่นมาก นี่ก็น่าจะยกให้เป็นของนักท่องเที่ยวเข้าพักมากกว่าเจ้าหน้าที่ ใต้ลงไปเบื้องหน้าเป็นบ้านพัก 2 หลังๆละ 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำและสุขา มีลานให้เล่นแคมป์ไฟได้ หรือนั่งปิ้งย่างอะไรกินแกล้มลมหนาวได้ แต่ก็ไม่ค่อยเคยเห็นมีใครใช้ประโยชน์กันนัก ด้านหน้าบ้านพักเป็นผืนป่าเช่นเดียวกับหน้าผาชู้ แต่มีต้นไม้ขึ้นรกครึ้มบดบังทิวทัศน์เสียสิ้น ก็เลยไม่ค่อยน่าประทับใจนัก
บ้านพักที่กล่าวถึง มีแนวต้นเทียนทองไม้ต่างถิ่นอวดด้วย
นอกจากนี้ อุทยานแห่งชาติศรีน่านยังมีลานกางเต็นท์อีก 2 แห่งคือ ก่อนขึ้นไปยังที่ทำการอุทยานนั้นขวามือเป็นดงป่าสนสามใบที่ปลูกไว้หลายสิบปีแล้ว เป็นลานราบเรียบ ตกแต่งไว้พร้อมเพื่อบริการกางเต็นท์ ห้องน้ำห้องสุขาพร้อมเพรียงดี ส่วนอีกลานกางเต็นท์อยู่ที่ทางแยก กม.16 ก่อนถึงผาชู้ มีทางแยกซ้ายมือเข้าไปอีก 1 กม. เป็นลานใต้สันปันน้ำที่ตั้งชื่อโก้เก๋ว่า ลานเสมอดาว จุดนี้มีผาหัวสิงห์ให้ประลองกำลังในการปีนป่ายได้อีกด้วย ลานนี้ก็มีห้องน้ำห้องสุขาพร้อมเหมือนกัน แต่ลมแรงไปสักหน่อย
รวมๆแล้ว ไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติศรีน่าน เขาไปอาบหนาวกันเป็นงานหลัก และก็หวังว่าจะได้ชมทะเลหมอกด้วย แต่ก็ขึ้นอยู่กับ "ลม"ที่ไม่มีใครควบคุมได้
หาดทราย(ทะเลบก)ที่แก่งหลวง ลงเล่นน้ำเย็นฉ่ำชื่นใจ
แต่สำหรับมณี บันลือ แล้วละก้อ ชื่นชอบที่จะได้วิ่งรถยนต์ไปอีก 12 กม.ถึงแม่น้ำน่าน แล้วข้ามไปยังจุดที่เรียกว่า แก่งหลวง อันเป็นเกาะแก่งหินที่ทอดตัวขวางกางกั้นแม่น้ำน่าน จนเกิดเป็นลานทรายชายหาดอย่างสวยงาม มีขุนเขาโอบล้อมสูงตระหง่าน มีความเป็นส่วนตัวอย่างน่านิยม และได้กลิ่นอายแห่งสายน้ำกับขุนเขา และพงไพรยิ่งนัก หากได้ไปนอนยังชายหาดกลางป่าเขาแห่งนี้ ท่านจะติดใจและอยากไปอีก ๆๆ
ชีวิตที่แสนงามยามอยู่ป่าอยู่ดง
ถ้าไปในหน้าหนาว ท่านจะได้เห็นหมอกลงบดบังทั้งหุบเขา หมอกลอยตัวกรุ่นๆจากผิวน้ำเวิ้งกว้างอย่างสวยสม แต่ถ้าท่านไปในช่วงเดือนร้อน ท่านจะได้ไอเย็นของผืนน้ำและความสวยใสของเกาะแก่ง มีหาดทรายให้นอนอาบแดด หรือลงเล่นแล้วนอนผึ่งลมผึ่งแดด ปิ้งปลาหรือไก่เสียบไม้ไผ่ย่างไฟบนก้อนเส้ากลางชายหาด ได้รสชาติของชีวิต เป็นอีกมิติหนึ่งที่ตราตรึงใจ
ส่วนเสาดินนาน้อยนั้น อยู่ทางด้านล่างของอุทยาน อันเป็นจุดที่ธรรมชาติแปรเปลี่ยนไปอย่างช้าๆจนเกิดเป็นดินแดนอันมหัศจรรย์ เลียนแบบสร้างไม่ได้ก็แล้วกัน อย่างไรก็ตาม ส่วนใต้สุดของอุทยานแห่งชาติศรีน่าน ยังมีหมุ๋บ้านประมงปากนาย อันเป็นหมู่เรือนแพของชาวประมงที่เปิดเป็นแพพักและแพอาหารบริการอีกจุดหนึ่ง ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมไปกันไม่น้อยเหมือนกัน
ยามเมื่อแสงสีส้มฉาบท้องฟ้า อาจได้เห็นวิถีชีวิตชาวประมงที่มุ่งหน้าไปหาปลากันด้วยยอยกขนาดยักษ์ ปลาที่ได้เมื่อเช้าตรู่เป็นปลาซิวแก้ว ที่ชาวน้ำนำมาตากแห้งให้แปลงร่างเป็นปลาทอดเกลือแสนอร่อย เป็นของฝากทางบ้านได้อย่างวิเศษอีกชนิดหนึ่ง แต่อย่างไรก็ดี ณ ที่แห่งนี้ ไม่มีบ้านพักของอุทยานแห่งชาติเปิดบริการ ยังไงเสียก็คงต้องพึ่งพาชาวประมง ลงไปนอนเรือนแพกันเลย ใช่แล้ว เรือนแพโฮมสเตย์ดีๆนี่เอง