http://www.thongthailand.com
  สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 หน้าแรก  เว็บบอร์ด  บทความ  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  ข่าวสาร
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/03/2009
ปรับปรุง 25/01/2025
สถิติผู้เข้าชม14,653,147
Page Views17,011,616
« April 2025»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930   
ท่องเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก
ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และความเชื่อ
รีวิว ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ทและสปา
  foo&bed
ธรรมชาติ,สัตว์ป่าและพันธุ์พืช...มีคุณ(nature)
บทบรรณาธิการ สกู๊ฟพิเศษ และเรื่องเล่า
ข่าวสาร
http://www.thongthailand.com/index.php?mo=3&art=42365202
 

วัดหน้าพระเมรุ : ฤาอิทธิฤทธิ์พระพุทธนิมิต จึ่งรอดไฟเผาผลาญรานรอนจากอริราชศรัตรู

วัดหน้าพระเมรุ : ฤาอิทธิฤทธิ์พระพุทธนิมิต จึ่งรอดไฟเผาผลาญรานรอนจากอริราชศรัตรู

                                                       วัดหน้าพระเมรุ 
                            : ฤาอิทธิฤทธิ์พระพุทธนิมิต จึ่งรอดไฟเผาผลาญรานรอนจากอริราชศรัตรู"พม่า" 

                                                                                                                              ธงชัย เปาอินทร์/เรื่อง-ภาพ

                วันว่าง  แต่มีเวลาไม่มากนัก แก่แล้วด้วย ไปไกลนักก็ไม่ไหว และก็ยังติดใจ อยุธยากรุงเก่า มีเรื่องเล่ามากมายหลากหลายเหลือคณา  อย่ากระนั้นเลย นั่งรถไฟไปดีกว่า เที่ยวเช้าๆ เข้าถึงสถานีรถไฟแล้วก็เรียกรถตุ๊กๆของขาเก่ากันมาก่อน ไว้ใจได้ ไม่แพง และปลอดภัย "ไปวัดที่ไม่เคยถูกพม่าเผา" แค่นั้นก็รู้กันแล้วว่าหมายถึงวัดหน้าพระเมรุ ริมฝั่งคลองสระบัวซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำลพบุรีนั่นเอง 

                             

                 รถตุ๊กๆ พาผมผ่านกรุงเก่า เจดีย์เก่า แล้วข้ามคลองคูเมือง รถเลี้ยวไปเลี้ยวมาหลายตลบ จนถึงวัดหน้าพระเมรุ โอ้โฮ คนเนื่องแน่นไปทั้งบริเวณวัด ผมเดินไปยืนมองมุมหน้าโบสก์ที่สูงตระหง่าน รูปแบบศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น  เครื่องบนหรือหลังคาซ้อนลดหลั่นกันถึงสามชั้น เชิงชายด้านหน้าอาคารยื่นออกมา  มีเสานอกโบสก์ด้วยก็เลยดูเหมือนว่าเป็นโบสก์ที่แปลกแตกต่างจากที่อื่นๆ  

                                                 
                                                                        พระที่มุกหน้าอุโบสถ

                   ผมอ่านประวัติวัติวัดแล้วจึงได้ทราบว่า พระองค์อินทร์ในรัชกาลที่ 10 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงสร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.2046 ชื่อว่าวัดพระเมรุราชิการาม กว้าง 16 เมตร ยาว 50 เมตร เดิมก็มีเพียงเสาโบสก์อยู่ในผนัง ต่อมาสร้างขยายเพิ่มขึ้นสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ก็เลยตั้งเสารองรับชายคาอีกข้างละ แถวๆละ 8 ต้น 9 ห้อง  เป็นเสาเหลี่ยมมีบัวหัวเสาเป็นบัวโถแบบอยุธยา  


                                                 
                                                                           หน้าบันหน้าอุโบสถ                                   

                    วัดนี้ที่สวยมากก็หน้าบันเป็นไม้สักแกะสลักรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเหยียบเศียรนาคห้อมล้อมด้วยหมู่ทวยเทพ 26 องค์ และมีรูปราหูสองข้างติดกับเศียรนาค ส่วนหน้าบันของมุขด้านหลังจำหลักเป็นรูปทวยเทพ 22 องค์ สวยงามไม่แพ้กัน ที่แปลกคือหน้าต่างเจาะเป็นช่องยาวตามแนวตั้ง เรียกกันว่า ลูกมะหวด เพื่อให้แสงสว่างและลมพัดผ่านเข้าออกได้ ผ่อนคลายไอร้อนได้มาก 

                     
                                       ลูกมะหวด                                              บัวโถแบบอยุธยา

                บนเพดานประดับลายดาว เป็นงานจำหลักไม้ลงรักปิดทอง  พระประธานในอุโบสถสร้างปลายสมัยอยุธยาเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ทรงเครื่องแบบกษัตราธิราช เรียกชื่อว่า“พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยอยุธยาที่มีขนาดใหญ่ที่สุด  มีความงดงามมาก สูง 6 เมตรหน้าตักกว้าง 4.40 เมตร  

                                             
                                                                         พระประธานในอุโบสถ

                    มีเรื่องราวในประวัติศาสตร์จารึกไว้ถึงเหตการณ์ต่างๆ ถึง 3 ครั้ง 3 คราคือ 
                    ครั้งที่ 1  เมื่อปีพ.ศ. 2106  เคยเป็นที่ที่พระมหาจักรพรรดิได้ทำสัญญาสงบศึกกับพระเจ้าบุเรงนองพลับพลาที่ใช้ทรงงานสร้างอยู่ระหว่างวัดนี้กับวัดหัสดาวาส 

                                               

                    ครั้งที่ 2  เมื่อปีพ.ศ.2303 เดือน 6 ขึ้น 1 ค่ำ  พระเจ้าอะลองพญา ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา ตั้งทัพอยู่ระหว่างวัดหน้าพระเมรุกับวัดหัสดาวาส ทรงยิงปืนใหญ่ใส่พระราชวังหลวง แต่กระบอกปืนได้แตกออกจนพระเจ้าอะลองพญาบาดเจ็บ จึงเสด็จยกทัพกลับไปทางด่านแม่ละเมา(ตาก-แม่สอด)  เมื่อรุ่งขึ้น 2 ค่ำ เดือน 6 ระหว่างทางทรงทนพิษบาดแผลไม่ไหว สวรรคตกลางทาง 

                                       
                                                    พานพุ่มที่ใช้แก้บน ด้านหลังถวายสังฆะทาน

                    ครั้งที่ 3 เมื่อพ.ศ.2310 สมัยพระเจ้าเอกทัศ หรือขุนหลวงขี้เรื้อน ได้เสียกรุงแก่พม่าครั้งที่ 2 พม่าได้เผาเมืองจนวอดวายเสียสิ้น เว้นก็แต่วัดหน้าพระเมรุนี้แหละที่มิได้ถูกเผาผลาญแต่อย่างใด จนตราบทุกวันนี้ วัดหน้าพระเมรุ ยังคงศิลปะและรูปพรรณสัณฐานคงเดิม มีความสวยงามและยิ่งใหญ่อลังการมาก เชื่อกันว่า ด้วยบุญญาบารมีของพระพุทธนิมิตพระประธานในโบสก์  
                     แหม ผมเดินวนเวียนหลายรอบก็ไม่เห็นร่อยรอยอะไรที่บ่งบอกเลยว่า วัดนี้เคยชำรุดหรือถูกไฟไหม้นับว่าเป็นบุญตาที่ได้ชมสมใจ เล่นเอาเหงื่อเค็มๆของคนแก่ไหลพราก แต่ก็มีความสุขใจมากที่ได้มาพบพานโบราณสถานที่ทรงคุณค่าแก่การเยี่ยมเยือน

                                                    
                                                                       

                      ใกล้ๆอุโบสถหลังใหญ่ มีวิหารน้อยหรือวิหารเขียน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2381โดยพระยาไขยวิชิต(เผือก) สร้างขึ้น มีความ กว้าง 6 เมตร ยาว 16 เมตร ส่วนพระประธานเป็น“พระคันธารราฐ” นั่งห้อยพระบาท พระองค์นี้ย้ายมาจากวัดราชบูรณะในเกาะเมืองอยุธยา โดยพระอุบาลีซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดธรรมาราม นำมาจากประเทศศรีลังกา ครั้งเป็นสมณฑูต นักโบราณคดีมีความเห็นว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดี        สร้างระหว่าง พ.ศ.1000-1200  ใช่ว่ามีแค่นี้ที่ไหนกันเล่า ยังมีหลวงพ่อขาวเอย ต้นโพธิ์ที่ขึ้นครอบเจดีย์เก่าแก่เอย 

                                                      
                                                                          ต้นโพธิ์บนเจดีย์

                      มี เด็กหญิงสุภาภรณ์ พรเจริญ  ชั้นม.1 ร.ร.ประถมวิทยาคาร อยุธยา นั่งตีระนาดวาดลวดลายให้ได้ฟังกันอย่างไพเราะเสนาะหู เด็กดีมีอนาคตคนนี้รู้จักใช้ความสามารถพิเศษมานำเสนอให้ญาติมิตรที่ผ่านไปมาได้ช่วงส่งเสริมการศึกษาของหนูด้วย  ก็ขอให้โชคดีเจริญด้วยจตุรพิตรพรชัย ไปไกลด้วยการศึกษาและความรู้ค่าของเงินที่ญาติโยมบริจาคให้ ท่านที่ได้ไปท่องเที่ยวเพื่อกราบไหว้พระประธานในอุโบสถแล้ว ก็อย่าลืมลงมาให้ทานการศึกษาแก่หนูน้อยด้วยนะ ครับ 
                      เย็นย่ำสนธยามาถามหา ผมรีบเดินทางกลับไปขึ้นรถไฟเข้ากรุงเทพ ยังไงเสียผมก็อยากนอนบ้านอันอบอุ่นมากกว่า แต่ถึงอย่างไรก็ดี สักวันอาจจะนอนค้างอยุธยาดูสักที แม้ว่าจะรู้สึกกลัวผีอยู่สักหน่อย แฮะๆ


                                       
                                                                       ด้วยพรสวรรค์สรรค์สร้าง
 

Tags : One day trip

 
 หน้าแรก  บทความ  ข่าวสาร  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  เว็บบอร์ด

อัตราค่าโฆษณา    

แบบเนอร์ กลางหน้า.  ขนาด 800 x 400-600 พิกเซล เห็นหน้าแรก  5,000 บาท/เดือน

แบนเนอร์ เหนือโลโก้เว็บไซต์ ขนาด 1000 x 80 พิกเซล เห็นทุกหน้า 4,000 บาท/เดือน

 แบนเนอร์ ซ้าย  ขนาด 240 x 120-160 พิกเซล เห็นทุกหน้า 3,000 บาท/เดือน

ทำข่าวแถลง รีวิวโรงแรมและร้านอาหาร  เขียนสารคดี เชิญได้โดยตรงที่ โทร.081-9416364

ติดต่อ 135 ม.12 ต.กำแพงแสน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม 73140

 
view