วัดหน้าพระเมรุ
: ฤาอิทธิฤทธิ์พระพุทธนิมิต จึ่งรอดไฟเผาผลาญรานรอนจากอริราชศรัตรู"พม่า"
ธงชัย เปาอินทร์/เรื่อง-ภาพ
วันว่าง แต่มีเวลาไม่มากนัก แก่แล้วด้วย ไปไกลนักก็ไม่ไหว และก็ยังติดใจ อยุธยากรุงเก่า มีเรื่องเล่ามากมายหลากหลายเหลือคณา อย่ากระนั้นเลย นั่งรถไฟไปดีกว่า เที่ยวเช้าๆ เข้าถึงสถานีรถไฟแล้วก็เรียกรถตุ๊กๆของขาเก่ากันมาก่อน ไว้ใจได้ ไม่แพง และปลอดภัย "ไปวัดที่ไม่เคยถูกพม่าเผา" แค่นั้นก็รู้กันแล้วว่าหมายถึงวัดหน้าพระเมรุ ริมฝั่งคลองสระบัวซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำลพบุรีนั่นเอง
รถตุ๊กๆ พาผมผ่านกรุงเก่า เจดีย์เก่า แล้วข้ามคลองคูเมือง รถเลี้ยวไปเลี้ยวมาหลายตลบ จนถึงวัดหน้าพระเมรุ โอ้โฮ คนเนื่องแน่นไปทั้งบริเวณวัด ผมเดินไปยืนมองมุมหน้าโบสก์ที่สูงตระหง่าน รูปแบบศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น เครื่องบนหรือหลังคาซ้อนลดหลั่นกันถึงสามชั้น เชิงชายด้านหน้าอาคารยื่นออกมา มีเสานอกโบสก์ด้วยก็เลยดูเหมือนว่าเป็นโบสก์ที่แปลกแตกต่างจากที่อื่นๆ
พระที่มุกหน้าอุโบสถ
ผมอ่านประวัติวัติวัดแล้วจึงได้ทราบว่า พระองค์อินทร์ในรัชกาลที่ 10 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงสร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.2046 ชื่อว่าวัดพระเมรุราชิการาม กว้าง 16 เมตร ยาว 50 เมตร เดิมก็มีเพียงเสาโบสก์อยู่ในผนัง ต่อมาสร้างขยายเพิ่มขึ้นสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ก็เลยตั้งเสารองรับชายคาอีกข้างละ แถวๆละ 8 ต้น 9 ห้อง เป็นเสาเหลี่ยมมีบัวหัวเสาเป็นบัวโถแบบอยุธยา
หน้าบันหน้าอุโบสถ
วัดนี้ที่สวยมากก็หน้าบันเป็นไม้สักแกะสลักรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเหยียบเศียรนาคห้อมล้อมด้วยหมู่ทวยเทพ 26 องค์ และมีรูปราหูสองข้างติดกับเศียรนาค ส่วนหน้าบันของมุขด้านหลังจำหลักเป็นรูปทวยเทพ 22 องค์ สวยงามไม่แพ้กัน ที่แปลกคือหน้าต่างเจาะเป็นช่องยาวตามแนวตั้ง เรียกกันว่า ลูกมะหวด เพื่อให้แสงสว่างและลมพัดผ่านเข้าออกได้ ผ่อนคลายไอร้อนได้มาก
ลูกมะหวด บัวโถแบบอยุธยา
บนเพดานประดับลายดาว เป็นงานจำหลักไม้ลงรักปิดทอง พระประธานในอุโบสถสร้างปลายสมัยอยุธยาเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ทรงเครื่องแบบกษัตราธิราช เรียกชื่อว่า“พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยอยุธยาที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีความงดงามมาก สูง 6 เมตรหน้าตักกว้าง 4.40 เมตร
พระประธานในอุโบสถ
มีเรื่องราวในประวัติศาสตร์จารึกไว้ถึงเหตการณ์ต่างๆ ถึง 3 ครั้ง 3 คราคือ
ครั้งที่ 1 เมื่อปีพ.ศ. 2106 เคยเป็นที่ที่พระมหาจักรพรรดิได้ทำสัญญาสงบศึกกับพระเจ้าบุเรงนองพลับพลาที่ใช้ทรงงานสร้างอยู่ระหว่างวัดนี้กับวัดหัสดาวาส
ครั้งที่ 2 เมื่อปีพ.ศ.2303 เดือน 6 ขึ้น 1 ค่ำ พระเจ้าอะลองพญา ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา ตั้งทัพอยู่ระหว่างวัดหน้าพระเมรุกับวัดหัสดาวาส ทรงยิงปืนใหญ่ใส่พระราชวังหลวง แต่กระบอกปืนได้แตกออกจนพระเจ้าอะลองพญาบาดเจ็บ จึงเสด็จยกทัพกลับไปทางด่านแม่ละเมา(ตาก-แม่สอด) เมื่อรุ่งขึ้น 2 ค่ำ เดือน 6 ระหว่างทางทรงทนพิษบาดแผลไม่ไหว สวรรคตกลางทาง
พานพุ่มที่ใช้แก้บน ด้านหลังถวายสังฆะทาน
ครั้งที่ 3 เมื่อพ.ศ.2310 สมัยพระเจ้าเอกทัศ หรือขุนหลวงขี้เรื้อน ได้เสียกรุงแก่พม่าครั้งที่ 2 พม่าได้เผาเมืองจนวอดวายเสียสิ้น เว้นก็แต่วัดหน้าพระเมรุนี้แหละที่มิได้ถูกเผาผลาญแต่อย่างใด จนตราบทุกวันนี้ วัดหน้าพระเมรุ ยังคงศิลปะและรูปพรรณสัณฐานคงเดิม มีความสวยงามและยิ่งใหญ่อลังการมาก เชื่อกันว่า ด้วยบุญญาบารมีของพระพุทธนิมิตพระประธานในโบสก์
แหม ผมเดินวนเวียนหลายรอบก็ไม่เห็นร่อยรอยอะไรที่บ่งบอกเลยว่า วัดนี้เคยชำรุดหรือถูกไฟไหม้นับว่าเป็นบุญตาที่ได้ชมสมใจ เล่นเอาเหงื่อเค็มๆของคนแก่ไหลพราก แต่ก็มีความสุขใจมากที่ได้มาพบพานโบราณสถานที่ทรงคุณค่าแก่การเยี่ยมเยือน
ใกล้ๆอุโบสถหลังใหญ่ มีวิหารน้อยหรือวิหารเขียน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2381โดยพระยาไขยวิชิต(เผือก) สร้างขึ้น มีความ กว้าง 6 เมตร ยาว 16 เมตร ส่วนพระประธานเป็น“พระคันธารราฐ” นั่งห้อยพระบาท พระองค์นี้ย้ายมาจากวัดราชบูรณะในเกาะเมืองอยุธยา โดยพระอุบาลีซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดธรรมาราม นำมาจากประเทศศรีลังกา ครั้งเป็นสมณฑูต นักโบราณคดีมีความเห็นว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดี สร้างระหว่าง พ.ศ.1000-1200 ใช่ว่ามีแค่นี้ที่ไหนกันเล่า ยังมีหลวงพ่อขาวเอย ต้นโพธิ์ที่ขึ้นครอบเจดีย์เก่าแก่เอย
ต้นโพธิ์บนเจดีย์
มี เด็กหญิงสุภาภรณ์ พรเจริญ ชั้นม.1 ร.ร.ประถมวิทยาคาร อยุธยา นั่งตีระนาดวาดลวดลายให้ได้ฟังกันอย่างไพเราะเสนาะหู เด็กดีมีอนาคตคนนี้รู้จักใช้ความสามารถพิเศษมานำเสนอให้ญาติมิตรที่ผ่านไปมาได้ช่วงส่งเสริมการศึกษาของหนูด้วย ก็ขอให้โชคดีเจริญด้วยจตุรพิตรพรชัย ไปไกลด้วยการศึกษาและความรู้ค่าของเงินที่ญาติโยมบริจาคให้ ท่านที่ได้ไปท่องเที่ยวเพื่อกราบไหว้พระประธานในอุโบสถแล้ว ก็อย่าลืมลงมาให้ทานการศึกษาแก่หนูน้อยด้วยนะ ครับ
เย็นย่ำสนธยามาถามหา ผมรีบเดินทางกลับไปขึ้นรถไฟเข้ากรุงเทพ ยังไงเสียผมก็อยากนอนบ้านอันอบอุ่นมากกว่า แต่ถึงอย่างไรก็ดี สักวันอาจจะนอนค้างอยุธยาดูสักที แม้ว่าจะรู้สึกกลัวผีอยู่สักหน่อย แฮะๆ
ด้วยพรสวรรค์สรรค์สร้าง