ปลายทางที่คลองวาฬ
“สาวภูไท”
สาย ๆ ของวันเสาร์ บรรยากาศเศร้า ๆ แห่งกุมภาพันธ์ ใน กทม. กลับกระจ่างใสขึ้นทันทีที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
“มดไปเจอกันที่ประจวบนะ เพื่อน ๆ ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว”
เสียง อ.แหนว ผู้เพื่อนรักจากวิทยาลัย ศิลปหัตถกรรมกรุงเทพชวนมา พร้อมตอกย้ำให้หนักแน่นด้วยเสียงของคุณ
“อ้าว...ก็ไปสิ” พี่เขาว่ามาตามสาย ก็จึงได้กุลีกุจอกลับบ้าน(ก็บ้านพี่เขาอีกแหละ) คว้ากระเป๋า(ถุงผ้า)เดินทาง มีชุดชั้นในสองสามชิ้นกับแพรวาสารพัดประโยชน์ผืนเก่งหนึ่งผืนเดินตัวปลิวขึ้นแท็กซี่ไปสายใต้ ทันได้ขึ้นรถกรุงเทพฯ-บางสะพานเที่ยวบ่ายสองโมงพอดี ขึ้นรถเรียบร้อยแล้วจึงโทรหาเพื่อนเพื่อการนัดแนะ
“บอกเขาให้จอดแยกทางเข้าคลองวาฬนะ เราพักกันที่ อารยา รีสอร์ท ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปเดี๋ยวมีรถตู้มาคอยที่ปากทาง”
เสียงคุณนิคมบอกมาตามคลื่นด้วยเป็นผู้ประสาน ตุ้มโฮมเหล่าเพื่อนพ้องให้เดินทางมาจากที่แสนไกลหลายจังหวัด มาประชุมพบปะกันครั้งนี้ที่ชายทะเล ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
มิตรภาพอันยาวนาน...ซึ้ง
ถนนเพชรเกษม มุ่งตรงลงใต้เป็นเส้นทางหนึ่งที่คุ้นเคยเพราะเทียวหาลูกสาวที่กระบี่ แต่บริเวณประจวบคีรีขันธ์นั้นเป็นเพียงทางผ่านยังไม่เคยแวะเยี่ยมสักที แม้จะเป็นเส้นทางหนึ่งที่ฉันชอบด้วยความตรงแหนวราบเรียบของมัน รวมทั้งสองข้างถนนมีความสดชื่นเขียวชอุ่มของแมกไม้ ป่าไม้ มากกว่าความรุงรังแห่งตึกรามบ้านเรือนสิ่งปลูกสร้าง(ในเส้นทางอื่น ๆ แทบทั้งประเทศ)เพราะการกระจายของประชากรมีสูง หมู่บ้าน หรือตัวเมืองตั้งอยู่ห่างไกลกัน ปล่อยเนื้อที่ให้เป็นป่าไม้ไร่ สวน ซะมากกว่า
การเดินทางไกล ๆ คนเดียวเป็นภาระประจำไปเสียแล้ว และหากมีเป้าหมายรออยู่ข้างหน้าอย่างนี้ก็ให้ความรู้สึกสบาย ๆ มีหนังสือเล่มโปรด(ที่ติดตัวช่วงนี้คือ ผ่านพบไม่ผูกพัน ของเสกสรร ประเสริฐกุล)มาสับเปลี่ยนความคิดฝันให้เกิดปัญญาสมาธิ ทำให้เป็นช่วงการเดินทางที่มีคุณค่า ฉันขอบคุณชาวรถเที่ยวนี้ที่ไม่เปิดวีดีโอหนัง หรือรายการตลกเน่า ๆ เสียงดังโฉงเฉงอย่างไร้ปัญญาที่รถโดยสารบนเส้นทางยาว ๆ ส่วนใหญ่นิยมกระทำเพื่อดับฝันและจินตนาการของผู้โดยสาร
อินทนิลน้ำพร่ำขานคำหวานแว่ว หรือลืมแล้วแก้วตานิจจาเอ๋ย
ผ่านเขตเพชรบุรีเข้าสู่เขตประจวบคีรีขันธ์ เมื่อตะวันคล้อย ๆ เฉียง ๆ ลงทางขวามือ สองข้างทางดูพราวตาด้วยสีม่วงอมชมพูของดอกเสลา ตะแบก อินทนิลน้ำ สลับ กับเหลืองพราวของดอกคูนที่ช่วยกันเพิ่มพูนสีสันให้ป่าโปร่ง ๆ ดูสวยงามยิ่งขึ้น ฉันปิดหนังสือ หลับตาลง แว่ว ๆ ได้ยินเพลงของ ผ่องศรี วรนุช ท่อนที่มีเนื้อความว่า
“ตะแบกบานแล้วร่วง สีม่วงที่พี่ชื่นชม
หรีดหริ่งระงม พี่ปล่อยน้องให้ตรมคนเดียว
รวงเอ๋ยรวงทองต้องร้างคนเกี่ยว...”
ดอกเสลาสีม่วงอมชมพู
แสงแดดอ่อนลงมากเมื่อผ่านปราณบุรี เพื่อน ๆ โทรเช็คด้วยห่วงใยเป็นระยะ ๆ เพิ่มความรู้สึกลึกซึ้งกับคำว่า “เพื่อน” ให้หนักแน่นยิ่งขึ้นอีก
เพื่อนรุ่นของเราคราครั้งเรียนป.กศ.จากสถาบันวิทยาลัยครูอุบลราชธานี(ที่ยังไม่เป็นม.ราชภัฏ) สามารถรวมกลุ่มกัน พบปะช่วยเหลือกันได้เป็นกลุ่มเป็นก้อนเสมอมาเป็นเวลาหลายปีก็ด้วยคำว่า “เพื่อน” ที่ลึกล้ำนี่แหละ ตัวฉันเองต่างหากที่ห่างหายไปนาน ตั้งแต่เออรี่ไปอยู่ออสเตรเลียซะสี่ปี และกลับมาเป็นบรรณาธิการอยู่สุวีริยาสาส์นก็กว่าสองปีแล้ว ครานี้เห็นว่าเพื่อนมาใกล้แล้ว จึงอยากพบเพื่อนอีกสักครา
“ถึงสามร้อยยอดแล้วโทรมานะ”
“ถึงกุยบุรีโทร.อีกนะ จะได้เตรียมตัวออกจากคลองวาฬไปทันรถมาถึงพอดี”
“เอาอย่างนี้เดี๋ยวจะโทร.มาเช็คเป็นระยะ ๆ เผื่อว่าตัวนอนหลับ”
เสียงตามคลื่นเหล่านั้นแฝงมาด้วยความห่วงใย ด้วยตะวันคล้อยต่ำลงทุกขณะ และปากทางเข้าคลองวาฬก็ค่อนข้างเปลี่ยว แต่ฉันกลับไม่กังวลสิ่งใด สายตายังไล่เลียชมดอกไม้ข้างทางที่แพรวพราววิบวาวสองข้างถนนจนอยากหยุดรถลงไปถ่ายรูป เมื่อทำไม่ได้ก็อยากเก็บไว้ด้วยสายตา อีกอย่างฉันเคยไปไหน ๆ คนเดียวไกล ๆ มานับครั้งไม่ถ้วน จนตรอกมาก็เข้าขอความช่วยเหลือจากคนที่ผ่านพบ และที่ผ่านมาฉันคิดว่าคนไทยยังมีน้ำใจ มีความเมตตา มีความเอื้ออาทรให้กันและกันอยู่
ฉันอาจโชคดีก็ได้จึงได้พบแต่คนดี ๆ
บ้านพักแรมทางร่มรื่นในสวนมะพร้าว
ประจวบคีรีขันธ์เป็นจังหวัดเล็ก ๆ น่าอยู่ พื้นที่ทั่วไปเป็นป่าเขา และริมทะเล พื้นที่แถบนี้เป็นส่วนที่แคบที่สุดของประเทศไทย บริเวณตำบลคลองวาฬ อันเป็นจุดหมายปลายทางนั้นห่างจากเขตแดนพม่า คือสันเขาด้านตะวันตกเพียง ๑๒ กิโลเมตรเท่านั้น
ถนนเพชรเกษมเป็นเหมือนงูเลื้อยพุ่งตรงแหวกเข้าพงไม้ ด้านหนึ่งเป็นเทือกเขากั้นเขตแดนพม่า กับอีกด้านหนึ่งเป็นทะเลฝั่งอ่าวไทย ป่าแถบนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นป่าอุดมสมบูรณ์หากเทียบระดับกับป่าทั่วไปในเมืองไทย ใกล้กับที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด และอุทยานแห่งชาติกุยบุรี
พูดถึงกุยบุรี ใครที่เคยติดตามข่าวเมื่อเกือบสิบปีที่แล้วคงจำได้ถึงเรื่องราวทะเลาะวิวาทระหว่างช้างกับคน เพราะคนเป็นฝ่ายมาบุกรุกพื้นที่อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนและเที่ยวท่องเพลิดเพลินของฝูงช้างมาก่อน ถากถางทำไร่สับปะรด ขับไล่เหล่าช้างให้อพยพถอยร่นออกจากบ้านเคยอยู่อู่เคยนอน เคลื่อนย้ายถอยไปเรื่อย ๆ พื้นที่หากินของชาวช้างก็น้อยลงทุกที อีกอย่างการถากถางพื้นที่ป่าให้โล่งเตียนก็นำภัยแล้งมาอยู่แล้ว เพิ่มความลำบากให้ช้างเข้าไปอีก ช้างจึงจำเป็นพากันมาลิ้มลองรสชาติสับปะรด แล้วก็เลยติดใจมากินกันใหญ่นะซี ซึ่งผู้ปลูกถือว่าช้างมาบุกรุก มาทำความเสียหายมหาศาล เกิดการทะเลาะวิวาทดังว่า
ที่สุดช้างก็ถูกวางยาพิษตาย
ชายหาด..........ลมทะเล...โอโซน หอยทะเลชนิดหนึ่ง
เป็นข่าวเศร้า ๆ ของสัตว์โลกผู้มีวิวัฒนาการมาจากสิ่งมีชีวิตแรกเริ่มในทะเลเช่นกัน
“ตะลาหล่าลาลา ...ตะละหล่าลาล้า...ๆ....” เสียงโทรศัพท์ปลุกฉันตื่นจากความคิดคำนึงถึงช้าง รับสายแล้วมองหาป้ายข้างถนนจึงได้รู้ว่าอีก ๑๐ กิโลเมตรจะถึงประจวบคีรีขันธ์
“บอกคนขับให้จอดที่ทางแยกสถานีตำรวจคลองวาฬนะมด”
“ทางแยกสถานีตำรวจคลองวาฬหรือ” ฉันทวนคำดัง ๆ คนที่นั่งข้างหลังคงฟังอยู่ด้วยเธอจึงชะโงกชะเง้อขึ้นมาบอกว่า ที่นั่นมีรูปปลาวาฬตัวใหญ่ ๆ บอกคนรถเขาไป ฉันขอบคุณในความหวังดีนั้น คนไทยมีน้ำใจเสมอ
ขุนเขาทะมึนทึน ดูเข้มขลัง
ตะวันตกดินไปแล้วเมื่อมาถึงคลองวาฬ แหนวกับเพื่อน ๆ กลุ่มหนึ่งมากับรถตู้ รอรับอยู่แล้ว โผผวาเข้าหากันส่งเสียงเอะอะลืมวัยลืมเวลา แล้วรถก็พาไปที่ร้านอาหารสถานที่จัดเลี้ยงชายทะเลคลองวาฬ
เสียงเพลงจังหวะสนุก ๆ จากเพื่อนที่เป็นคอเพลงคนเดิม ๆ ดังก้องชายหาด ฉันวิ่งไปที่หน้าเวทีทันใด ดินทรายที่ท่วมรองเท้าไม่เป็นอุปสรรคต่อการโยกย้ายไปตามจังหวะเพลงเลย เพราะไง ๆ เราก็ไม่สนจังหวะอยู่แล้ว ( จังหวะมั่ว ๆ เป็นปรกติวิสัย ) กับกลุ่มหางเครื่องหน้าเดิม ๆ ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงในสายตา ดูเหมือนว่าวันเวลาที่ผ่านเลยไม่เคยมาช่วงชิงเอาพลังความเป็นสาวหนุ่ม ความสนุก สุขใจ จากพวกเราไปได้เลย ยามได้อยู่รวมกันอย่างนี้
หกสิบยังแจ๋ว แต่...หมดแรงข้าวต้ม
คลองวาฬเป็นชายทะเลที่ไม่มีหาดให้ลงเล่นน้ำได้ จึงปราศจากความรุงรังของเก้าอี้ผ้าใบ และร่มสำหรับนักท่องเที่ยวเหมือนชายหาดดัง ๆ แห่งประเทศนี้ มีเพียงเรือประมงจอดนิ่งอยู่ชายฝั่ง ทะเลยามค่ำคืนแห่งคืนเดือนมืดดูเวิ้งว้าง มีแสงไฟจากเรือประมงเห็นวิบวับอยู่ไกล ๆ แข่งกับแสงดาวที่กระพริบพราวเหนือขุน เขาทะมึนที่ยืนโต้ลมอยู่ชายฝั่ง เหมือนจะคอยเก็บซับเอาทุกสิ่งที่เกิดขึ้นริมทะเลแห่งนี้ แม้แต่เสียงสรวญเสเฮฮา และเสียงครวญเพลงพลิ้วหวาน เสียงขับขานเพลงเพราะ เสียงฉอเลาะบอกเพื่อน เสียงย้ำเตือนความทรงจำในวัน และวัยที่ผ่านมา ของเหล่าคนไกล ที่รอนแรมมารวมกลุ่มตุ้มโฮมในคืนนี้ เก็บเข้าไว้ในไฟล์ข้อมูลของขุนเขา ผู้ไม่เคยเหนื่อยหน่าย ไม่เคยหลับใหล อยู่ชั่วนาตาปี
เหนื่อย และหมดแรงข้าวต้มแล้ว คืนนี้เราก็จึงเข้านอนพักที่รีสอร์ทบ้านสวนริมทะเลคลองวาฬ มีขุนเขายืนต้านลม กำบังคลื่นให้เล็ดลอดมาเพียงบางเบา อากาศจึงไม่หนาว ไม่ร้อน ให้ทุกคนได้ผ่อนพักกาย ใจ เพื่อจะได้มีพลังนั่งรถท่องกันตลอดวันพรุ่งนี้กับผองเพื่อน...
๐๐๐๐๐๐๐
(ยังมีต่อ)
หนึ่งเดียวที่มีอิสระ...ดังนกโบยบิน