กรุงเทพเศร้าแล้ว....สาวเอ้ย
“สาวภูไท”
ใครที่เติบโตมาในสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมลาวอีสานในทศวรรษก่อน ๆ คงเคยได้ยินได้ฟัง ได้ร้อง กลอนลำ หรือ บทผญาภาษิต ที่ร้องกันติดปากบทหนึ่งอยู่บ้างหรอก นั่นคือ
ฟุตบาทมีให้เดิน..ย่ำไปในน้ำเน่าเหม็น แจ่ก็ยังดีกว่าคนปากเหม็น
เวียงจันทน์เศร้า
แล้ว...สาวเอ้ยอย่าฟ้าวว่า
มันสิโป้บาดหล่า
บักแตงช้าง ... หน่วยปลาย
....
เวียงจันทน์ฮ้างสิเป็นโพนขี้หมาจอก
บาดห่าบางกอกฮ้างสิเป็นหม่องกระต่ายนอน
รถเมล์ยังตรอมตรม ผู้โดยสารจะต้องตรมตรอม
เป็นบทกลอนที่ผ่องถ่าย สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่ยุคบ้านเพเมืองพัง ครั้งเวียงจันทน์หม่นเศร้าเซาซบ ด้วยถูกข้าศึก ศัตรูเผาทำลาย ผู้คนทั้งหลายถูกกวาดต้อน ที่เหลือก็แตกฉานซ่านกระเซ็น กระเด็นกระดอนซอกซอนเข้าอยู่ตามบ้านเล็กเมืองน้อยทั้งสองฝั่งโขง ทั้งที่เป็นแผ่นดินอีสานในปัจจุบัน และยังอยู่ในแดนลาว
เห็นไหม แม้กรุงเทพก็ต้องโดนเท่าเทียมกัน
ความนัยของบทกลอนนี้บ่งบอกถึงความไม่สิ้นหวัง ว่าแม้เวียงจันทน์ที่เคยรุ่งเรืองเหลืองเลื่อมจะต้องเศร้าหมองในวันนั้น ก็อย่าเพิ่งย่ำยีด่าว่านะน้องสาว (อย่าฟ้าวว่า) มันยังจะกลับเติบโตในภายหลัง(มันสิโป้...เติบโต , บาดหล่า ...ตอนท้าย) เหมือแตงช้างลูกปลายเถา(ที่เหลือลูกสุดท้ายจึงลูกใหญ่กว่า)
รถยนต์ที่เคยได้รับการทะนุถนอม ต้องตากแดดแดงแจ๋
ท้ายบทกลอนยังมีคำทำนายกลาย ๆ เปรียบเปรยว่า เมื่อเวียงจันทน์ร้างยังกลายเป็นภูเขาย่อม ๆ พอที่หมาจิ้งจอกจะอยู่อาศัย(โพน...กองดินสูง ๆ หรือภูเขาย่อม ๆ) แต่ครั้นบางกอกร้างระวังจะเหลือแค่ให้กระต่ายซุกหัวนอน
กระดูกบรรพบุรุษก็ยังต้องเดือดร้อนนอนแช่น้ำเน่า
ที่คิดถึงบทกลอนนี้ขึ้นมาก็ด้วยสถานการณ์ของบางกอกตอนนี้มันยิ่งกว่าสงครามแล้ว เป็นสถานการณ์ที่คนไทยทั้งปวงควรหันมาร่วมมือร่วมใจกอบกู้ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แต่ที่เห็นทุกวี่ทุกวันคือการแว้งกัดของคนสองฝั่งฝ่าย กระพือข่าวความเลวร้าย ตอกย้ำความหวาดกลัวของสถานการณ์จนผู้คนที่รับกรรมทุกข์ระทมจากความสูญเสียอยู่แล้วให้สิ้นหวัง ไร้หนทาง เกิดความเครียดสะสมบ่มหนองไว้ในอกพร้อมจะแตกระเบิดออกมาทุกนาที
รอคิวโดยสาร เรือ
กรณีนายเอกยุทธผู้หนีแชร์ อาศัยเวลาหมดอายุความกลับมาเชิดหน้าสุขสบายในสังคมไฮโซ(จอมปลอม)ของไทย ใช้ปากไม่มีหูรูดย่ำยีผู้หญิงชาวเหนือนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่บ่มหนองเน่าเฟะอยู่ภายในขณะนี้
ผู้คนต้องเดือดร้อนถึงอพยพ..ไปนอนไกลและลำบาก
เอกยุทธเป็นเพียงตัวแทนของคนไทยผู้ถือดี หลงตัวเอง ของชัยชนะในอดีตที่เคยยึดเขาเอามาเป็นข้า เป็นส่วย บรรพบุรุษของเอกยุทธได้ถ่ายทอดความหลงตัวเอง ดูถูกคนเชื้อชาติเหล่านั้นไว้ให้เขาจนเกาะลึกอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจอันลำพองมืดบอด และเหี้ยมโหด
“ไอ้เสี่ยว”
“ไอ้ลาว ไอ้เขมร ไอ้ลูกข้าวเหนียวไม่มีดั้ง”
“ไอ้เจ๊ก ไอ้แกว”
“นางดอกคำไต้”
“ไอ้สะตอ”
ฯลฯ
นี่แหละรัชโยธินถิ่นคนกรุงเทพ
ล้วนเป็นคำที่แสดงการดูถูกของคนที่คิดว่าตัวเท่านั้นเป็นไทยกลางที่มีศักดิ์และศรี(สี)เหนือกว่าคนภาคอื่น ที่พูดภาษาอื่น
อย่าไปโกรธเคืองเอกยุทธเลย เพราะเขาเป็นเพียงผู้หนึ่งในจำนวนมากมายของสังคมไทย ที่พ่นคำพูดเหล่านั้นเพื่อสะสมบ่มเพาะให้เป็นหนองในหัวอกของผู้คนที่ปัจจุบันคุณก็ดูไม่ออกหรอกว่าใครบ้างมีบรรพบุรุษเป็นคนเหล่านั้นที่คุณดูถูกเขา
ระวังเถิด เมื่อครากรุงเทพเศร้ามันจะเป็นแค่ที่ให้กระต่ายดิ้นตาย
ปล่อยให้เอกยุทธตายไปเองเถิดนะ
แม้แต่น้องหมาก็เดือดร้อน ต้องอพยพ
ประวัติเอกยุทธ
นายเอกยุทธ อัญชันบุตร หรือ จอร์จ ตัน นักธุรกิจการเงินและอสังหาริมทรัพย์ เป็นเจ้าของเว็บไซต์ ไทยอินไซเดอร์ ซึ่งต่อต้านรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในอดีตเคยต้องคดีแชร์ชาร์เตอร์ และกบฏทหารนอกราชการ เมื่อ พ.ศ. 2528 และหลบคดีออกนอกประเทศ เพิ่งจะเดินทางกลับประเทศไทยหลังจากคดีหมดอายุความแล้ว
ประกาศจับเอกยุทธ อัญชันบุตรในอดีต
เอกยุทธ อัญชันบุตร เกิดเมื่อ เดือน มิถุนายน พ.ศ. 2502 เป็นบุตรคนที่ 3 จากจำนวน 5 คน ของ ร้อยโทแปลก อัญชันบุตร และนางนันทา ฉัตรกุล ณ อยุธยา ศึกษาที่โรงเรียนแม้นศรีวิทยา โรงเรียนเทพประสาทวิทยา และเรียนไฮสกูลที่เมืองโอมาฮา มลรัฐเนแบรสกา สหรัฐอเมริกา กลับมาทำธุรกิจรับเหมาก่อก่อสร้างกับพี่ชาย และไปเรียนต่อด้านเศรษฐศาสตร์การเงิน การคลังที่มหาวิทยาลัยแปซิฟิก ฮาวาย พร้อมประกาศไฟเขียวให้กลุ่มสตรีทั่วประเทศ ตอบโต้ และเข้าแจ้งความเอาผิด
เมื่อวันที่ 4พ.ย. ที่หอประชุมโรงเรียนสุรวิทยาคาร อ.เมือง จ.สุรินทร์ นางลัดดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ ประธานเสียงสตรี พร้อมด้วยกลุ่มเสียงสตรีจากหลายจังหวัดและประธานเสียงสตรีภาคกลาง ได้ร่วมกันแถลงข่าวตอบโต้ กรณีที่นายเอกยุทธ อันชัญบุตร ได้พิมพ์ข้อความลงในเฟชบุ๊ค ซึ่งข้อความดังกล่าวถือเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของสตรีอย่างรุนแรง[1]