ตลาดน้ำอโยธยา
โดยป่าน ศรนารายณ์ เรื่อง-ภาพ
วันว่าง หยุดงานแบบชดเชยก็เลยตัดสินใจไปเที่ยวแบบวันเดียวกลับ เคยเห็นป้ายริมถนนแถวๆอยุธยาว่ามีตลาดน้ำอโยธยา แต่ไม่เคยรู้จักและไม่เคยไป ก็เลยอยากไปเพื่อให้รู้ว่ามีดีอย่างไรไหม มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวไหม อันว่าตลาดน้ำนี่ทั่วๆไปเขาก็ไปเที่ยวกันเพื่อหาอะไรกินกันเล่นๆ แล้วก็หาซื้อหาของฝากประเภทของกินกลับบ้าน และต้องเดินทางไม่ไกล ประหยัดค่าใช้ในการเดินทาง ที่นี่เหมาะทีเดียว
โซนอาหารตลาดน้ำ
ป่านขับรถยนต์ไปเอง ใช้เวลาเพียงชั่วโมงเศษๆก็ถึงโลตัสริมถนนสายเอเชีย เลี้ยวไปตามป้ายบอกทาง ตลาดน้ำอโยธยา ขับเข้าไปตัวเมืองอยุธยา ผ่านสี่แยกมีเจดีย์องค์โตอยู่กลางวงเวียน ป่านเลี้ยววนขวาไปตามถนนลาดยาง 300 เมตรก็ถึงตลาดน้ำอโยธยาทางฟากขวามือ มีที่จอดรถยนต์ได้นับพันคันด้านใน
ตลาดน้ำแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปีไหนไม่รู้ รู้แต่เพียงว่าเนื้อที่น่าจะประมาณ 50 ไร่เศษๆ วางแลนด์สเคปไว้ให้มีถึง 16 โซนล้อว่าอยุธยามี 16 อำเภอ โดยมีน้ำเป็นตัวแบ่งพื้นที่ออกเป็นโซนๆ แต่ละโซนตั้งชื่อตามอำเภอตามต่างๆ ส่วนสินค้าแต่ละโซนก็ขายกันตามอาหารและสิ่งที่มีชื่อเสียงของแต่ละอำเภอเป็นหลัก
ในพื้นที่ทั้งหมดมีส่วนกลางเช่นศูนย์วัฒนธรรมสำนักดาบของค่ายอรัญญิก น่าเสียดายที่ตอนไปถึงรอบการแสดงผ่านไปเสียแล้ว จึงไม่มีรูปมาฝาก แต่ร่องรอยที่เห็นคือนักดาบแต่งตัวด้วยชุดขุนศึกออกรบเหงื่อโทรมกาย เดินผ่านป่านไปด้วยอาการละเหี่ยเพลียๆไม่น้อย
มีเรือล่องท่องเที่ยว
มีสะพานข้ามแต่ละโซน ทำเป็นสะพานโค้งให้เดินชมบรรยากาศได้สะดวก ระหว่างเดินอยู่บนสะพานจะได้เห็นทัศนียภาพของแต่ละเรือนรวง บางทีก็จะเห็นเรือไพม้าแต่งหลังคาแล้วติดเครื่องยนต์ไว้ท้าย ใช้พลังน้ำขับเคลื่อนเรือล่องท่องเที่ยว รายการนี้นักท่องเที่ยวนิยมเสียด้วย มีท่าเรือสำหรับขึ้นลงโก้ไม่เบา
ตรงกลางเป็นลานอาหาร โรงเรือนมุงด้วยจาก แบ่งเป็นสองฝั่ง ขายอาหารหลายอย่างล้วนเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเช่น ก๋วยเตี๋ยวเรือ ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ขนมครกทรงเครื่อง ยำสารพัดยำ ขนมหวานแบบโบราณๆ เช่นขนมปลากริมไข่เต่า และกาแฟโบราณ
นวดแผนไทย
มีโรงเรือนทรงไทยแต่เป็นแพขนาดใหญ่ เขียนป้ายว่า”เอนกายคลายเส้น”อันเป็นการนวดแพทย์แผนไทย พร้อมกับมีภาษาอังกฤษติดไว้ด้วยว่า Massage ในเรือนแพนั้นมีเตียงนวดและเก้าอี้นวดเฉพาะเช่น เท้า ไหล่ ฯลฯ บรรยากาศริมน้ำชวนนวดจริงๆ
ปลาตะเพียนต้มเค็มทั้งเกล็ดก้างนุ่ม
ที่น่ารับประทานมากก็ตอนเดินผ่านกาละมังใส่ปลาตะเพียนทั้งเกล็ดต้มเค็ม แม่ทำให้ป่านกินบ่อยๆ ทั้งตัวปลาป่านชอบมากก็ตรงส่วนท้องมันๆ กินทั้งเกล็ดก็นิ่มอร่อย ก้างปลาตะเพียนที่ว่ามีมากเหลือกำลังนั้นมันนุ่มไปทั้งตัว
ทุกคนได้นั่งกินริมน้ำสบายๆ
เดินไปเรื่อยๆ นักท่องเที่ยวนั่งกินตามโต๊ะเต็มพรืดไปทุกตัว แต่จะมีมากมายสักเท่าไรเดาไม่ถูก ทุกคนสนใจสั่งอาหารมาจากบูธที่จัดเรียงไว้เหมาะเหม็ง ร้านอยู่ด้านใน ลูกค้าได้นั่งริมน้ำทุกโต๊ะ บรรยากาศการกินสบายๆ
มีอยู่ร้านหนึ่งเขียนว่า อโยธยาซีฟู๊ด มีกุ้งย่าง หอยย่าง ใส่โชว์ไว้ในพลาสติกที่หุ้มกันแมลงวัน แต่มีปลาช่อนน้ำจืดเผาเกลือเรียงเป็นตับ ก่อนเสิร์ฟน่าจะเข้าเว็บเพื่อให้ร้อนมากกว่าย่างบนเตาถ่าน เสียดายที่ไม่ได้กินจึงบอกไม่ได้ว่าน้ำจิ้มอร่อยไหม
ทะเลเผาแถมปลาช่อนเผาเกลือ
ป่านเดินวนไปตามเส้นทางริมน้ำที่เขาวางไว้ให้ได้บรรยากาศ ได้เห็นการทำขนมไหนน่าสนใจก็จะหยุดเพื่อรอดักถ่ายรูปมาฝากแฟนๆ เช่นหญิงหนึ่งกำลังตีไข่ อีกหญิงหนึ่งกำลังหยอดลูกขนุนลงกระทะทองเหลืองบนเตาไฟ
เม็ดขนุนและทองหยอด
เลยไปอีกหน่อยเป็นโลโก้อยุธยาอีกอย่างหนึ่งซึ่งก็คือโรตีสายไหม สื่อทุกสาขาออกอากาศไปหมดแล้ว ว่าถ้าจะกินโรตีสายไหมต้องอยุธยา ต้นตำรับดั้งเดิมมาแต่โบราณกาล ส่วนใหญ่เป็นฝีมือของบังอิสลามเป็นส่วนใหญ่ แต่รายนี้ ท่าจะไม่ใช่หรือถ้าใช่ก็เป็นแขกขาว
ยีแป้งทำแผ่นหอสายไหม
ป่านเดินถ่ายรูปไปตามเส้นทางที่ถูกกำหนดให้ต้องเดิน มากมายหลายหลาก ล้วนน่าสนใจ แต่เมื่อคิดว่าน่าจะให้ท่านผู้อ่านได้มาเห็นด้วยตาเสียบ้างก็ท่าจะดี ไม่ใช่ว่าป่านขี้เกียจนะคะ แต่มันเยอะแยะตาแป๊ะไก๋จริงๆ
พอเห็นกล้องพี่แกก็หยิบดาบขึ้นมาแอคชั่นทันใด
ก่อนเดินทางออกจากตลาดน้ำอโยธยา ป่านได้เห็นหมู่บ้านช้าง หรือที่เรียกกันจริงๆว่า ปางช้าง แล้วก็ได้เห็นเสือโคร่งตัวจริงๆใหญ่มาก มีหนุ่มหนึ่งอุ้มลูกเสือให้เช่าถ่ายรูป แต่โหดไปหน่อย ตั้ง 50 บาท/4 รูป(ถ้าถ่าย) พูดจาก็ไม่ไพเราะ แต่งตัวก็เหมือนนักเลงเห็นแล้วของขึ้น
ใกล้ๆตลาดน้ำอโยธยามีตลาดเศียรช้างอยู่ข้างๆด้วย ก็ขายของกินของฝากเหมือนๆกัน ถือว่าเป็นของแถมก็ได้ไม่ว่ากัน สรุปว่า ไปตลาดน้ำอโยธยาวันเดียวกลับนั้นคุ้มค่าการเดินเล่น 2 ชั่วโมงมาก ขากลับก็ควรต้องดื่มกาแฟเสียหน่อย เติมพลังให้ตาลุกโชน จะได้ขับรถกลับสบายๆ ไม่ง่วงเหงาหาวนอน