ตำรับสมุนไพรใกล้ตัว
ตอน3.ต้มข่าไก่ใส่หัวปลีเผา
โดยลุงดำ คำโต เรื่อง-ภาพ
วันนี้ ลุงดำไม่ได้ชิมอาหารร้านไหนๆ เลยอยากเสนอรายการอาหารทำเอง ที่ต้องทำก็ด้วยเพื่อนบ้านที่แสนดีสางดงกล้วยของเขา ได้หัวปลีมาหลายหัว แต่เนื่องจากเราทั้งสองแก่พอๆกัน จึงชอบพูดคุยและเล่าเรื่องราวแต่หนหลังสู่กันฟัง เพื่อนผมคนนี้ชื่อ เก้ว แต่ก็เรียกชื่อเพี้ยนเป็นแก้วเสียส่วนใหญ่ เฮ้ย ชื่อนั้นสำคัญไฉน ความสัมพันธ์ซิสำคัญกว่า ฮา
สวนกล้วยน้ำว้าและนาข้าวตาเก้ว
เก้วเดินมาดูแลสวนกล้วยและนาข้าวของเขาทุกวัน มาแล้วก็แวะพูดคุยกันตามประสาคนแก่ๆ บางทีลุงดำก็เดินออกไปหาเขา ซึ่งกำลังหวดหญ้าชายทุ่งริมนาบ้าง บางทีก็เดินมุดไปใต้กอกล้วย ได้กล้วยเครือไหนสุกก็ตัดมาฝากให้กิน ฟรีด้วย บางทีได้หัวปลีกล้วยก็เอามาฝาก เหมือนเย็นนี้ เขาออกมาจากสวนกล้วยพร้อมหัวปลี
ปลีกล้วยที่รออีกนิดก็ตัดลงมาขายหรือกินได้
เมื่อผมเดินออกไปหา เขาถามว่าเคยกินหัวปลีกล้วยเผาไหม ผมก็ตอบว่าเคยแต่ใส่ต้มข่าไก่ หรือต้มยำไก่ หรือต้มจิ้มน้ำพริกกิน เขาร้องว่า อะ ถ้ายังงั้นจะเผาให้กิน หอมหวานอร่อยสุดๆ ว่าแล้วเก้วก็ลงมือหาฟืน กาบมะพร้าว มาสุมๆข้างนา แล้วก็เอาหัวปลีวางกลางเชื้อไฟ จุดด้วยไฟแช็คคู่มือ ระหว่างนั้นก็พูดคุยกันไปตามเรื่อง สารพัดสารเพ
พอไฟหมดเชื้อก็มอด ราวๆสักครึ่งชั่วโมง เขาเขี่ยมันออกแล้วก็ลงมือลอกเปลือกชั้นนอกของหัวปลีออก จนถึงปลีในสีขาวน่าเจี๊ยะ เขาดึงมันมากลีบหนึ่งแล้วส่งเข้าปาก พร้อมกับส่งอีกกาบหนึ่งให้ผมทดลองกิน โอ้โฮ ทั้งหอม ทั้งหวานสนิท แป้งในกลีบคงเปลี่ยนเป็นน้ำตาล เรากินกันไปก็คุยกันไปที่ชายทุ่งซึ่งลมเย็นกำลังพัดมาไหวๆ เป็นความสุขยามชราอีกมิติหนึ่งทีเดียว
“ปลีกล้วยเผานี่ถ้าเพียงจิ้มน้ำปลากินกับข้าวสวยร้อนๆก็อร่อยแล้ว แต่ถ้าได้หอมซอย กระเทียมซอย ใส่น้ำปลาแล้วบีบมะนาวสักซีกลงไปด้วย จิ้มกับหัวปลีเผา ต้องกินสองจานเชียวนะ อร่อยจริงๆ” เก้วบรรยายสรรพคุณแล้วกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก
ตาเก้ว(เดชณรงค์รุ่งอรุณเลิศ)เผาปลีกล้วยน้ำว้าสุกแล้ว
“กล้วยน้ำว้าสวนนี้เป็นกล้วยน้ำว้าไส้เหลือง ปลูกไว้เกือบไร่ แต่งานมันสุมหัวมากมายหลายเรื่องก็เลยไม่ค่อยได้มาดูแลมากนัก แต่ละกอก็เลยแตกหน่อหลายหน่อ ถ้ากอไหนมีต้นกล้วยน้อยต้นก็จะตกเครือยาว ได้กล้วยกว่า 10 หวี แต่ถ้ากอไหนมีต้นมากกว่า 2-3 ก็จะได้เครือใหญ่ยาว จำนวนหวีกล้วยมากกว่า 9-10 การทำสวนกล้วยจึงต้องหมั่นแยกหน่อที่แตกเพิ่มหรือไม่ก็ฟันทิ้งไปเลย” เก้วเล่าไปเพื่อให้ความรู้แก่ลุงดำ
กอนี้มีหลายหน่อเกินไป
“โอย ไม่รู้หรอกว่ากล้วยมีมาแต่ไหน รู้แต่ว่ากินมาตั้งแต่แม่ป้อนให้กินนั่นแหละ เลี้ยงลูกชายสามคนก็ได้กล้วยนี่แหละ แต่พอมาปลูกกล้วยแซมคันนาข้าวและทำจริงๆจนเป็นสวนก็ด้วยความคิดว่า ปลูกครั้งเดียวได้เก็บเกี่ยวผลผลิตตลอดไป ได้ใบกล้วยไปขายเป็นระยะๆ ได้หน่อกล้วยขายให้กับคนที่อยากปลูก พอออกเครือ ก็ได้ขายปลีกล้วยหัวละ 3-5 บาทแล้วแต่หัวใหญ่หัวเล็ก สุดท้ายได้กล้วยน้ำว้าส่งขายตลาด”
เผาแล้วฉีกจิ้มน้ำพริกหรือน้ำปลาหรือน้ำปลายำ อร่อยสุด
“ประการสำคัญ ได้ปลีกล้วยนี่แหละไปเป็นผักลวกจิ้มน้ำพริกกิน ใส่แกงไก่ หรือต้มข่าไก่ใส่ปลีกล้วย เอ้า เอาไปลองกินก็แล้วกัน” เก้วพูดแล้วก็ส่งปลีกล้วยเผาหอมกรุ่นให้ลุงดำ ๆขอบคุณตามมารยาท แล้วเราก็แยกย้ายกันไปตามทาง
หั่นเตรียมใส่
ลุงดำได้ปลีกล้วยเผามาแล้วก็หั่นขวางจนละเอียดพอควร จัดการหั่นไก่ได้ชิ้นพอคำ หั่นแล้วทุบต้นตะไคร้ ปอกหอมแดงอีก 4-5 หัว กระเทียมอีก 4-5 กลีบ(ใหญ่) ทุบพริกขี้หนูสด 3-4 เม็ด เด็ดใบมะกรูดฉีกแล้วหั่นผักชีฝรั่งข้างรั้ว กองรอไว้ปรุง ลุงดำหยิบกะทิกล่องมาเจาะแล้วก็เทลงในกระทะร้อนๆ ใส่ข่าหั่น ตะไคร้ รอจนกระทิเดือดได้ที่ก็ใส่เนื้อไก่สับลงไป เติมน้ำกะทิลงไปจนได้ปริมาณที่ต้องการ พอเดือดได้ที่ก็โรยด้วยผักชีฝรั่งซอย ใบมะกรูดฉีก ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียกและน้ำปลา รสชาติเปรี้ยวนำเค็มตามหวานกะทิปะแร่มๆ โฮกฮือ กินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อย
ต้มข่าไก่ใส่หัวปลีเผา อร่อยๆ
นึกขอบคุณเก้วเพื่อนบ้านที่น่ารัก เหลียวไปดูกล้วยที่ปลูกไว้ริมรั้วเมื่อสามเดือนก่อน คาดหวังในใจ อีกไม่นานจะได้กินปลีกล้วยเผาต้มข่าไก่อีกแล้ว ค้นคว้าทางอินเตอร์เน็ตได้ความรู้เพิ่มเติมว่า หัวปลีกล้วยน้ำว้านั้นนำไปเผาไฟจนสุกหอมกรุ่น แล้วใช้ชงน้ำดื่มทุกวันต่างน้ำ เพียง 7 วันติดกัน จะแก้โรคเบาหวานได้ชะงัด จริงไม่จริงก็ลองดูกันนะครับ ลุงดำไม่รับประกัน เพราะว่าลุงดำก็เป็นเบาหวานแต่ยังไม่ได้ทดลองเล้ย
กอนี้มีหลายหน่อ เครือสั้น หวีเล็กๆ