ตลาดยามเช้ามีกับข้าวแปลกๆ
โดย ลุงดำ คำโต เรื่อง-ภาพ
เรื่องไปตลาดยามเช้า ลุงดำถนัดกว่าใคร ตื่นแต่ไก่โห่ก็แล้วกัน พลันก็แต่งตัวอย่างรวดเร็ว แต่ขาดไม่ได้ก็คือกล้องถ่ายรูปคู่ใจ แล้วก็กระเป๋าสตางค์เหน็บหลัง ผมเดินไปอีกแค่ 20-30 เมตรก็เจอตลาดยามเช้าเมืองสกลนคร ตั้งอยู่ริมถนนกลางเมือง ปากทางตลาดเป็นริมฟุตบาทกว้างราวๆ 4 เมตร มีร้านรวงตั้งขายแบบกึ่งชั่วคราวเสียส่วนใหญ่
ร้านแรกที่เห็นเป็นปาท่องโก๋ทอดในกระทะใบบัวใบใหญ่ๆ น้ำมันลอยฟ่อง ปาท่องโกลอยตัวเหลือลออ น่ากิน ข้างๆกระทะเป็นโต๊ะสำหรับนวดแป้งปาท่องโก๋ ตัดปาท่องโก๋แล้วเตรียมเทลงทอดในน้ำมันพืชร้อนๆ กระชอนตาห่างช้อนปาท่องโก๋เทใส่ในกระด้งใบเขื่อง รองด้วยกระดาษฟางเพื่อซับน้ำมันที่ทอด กลิ่นกรุ่นปาท่องโก๋ชวนน้ำลายสอ
เลือดแปลง
ลุงดำซื้อแล้วก็เดินไปอีกมุมหนึ่งกดชัตเตอร์กล้องซะหนึ่งที เดินเลี้ยวเข้าตลาดสดก็เจอของแปลก เป็นเลือดแปลงแดงแจ๋ เขาใช้ไส้หมูมัดปลายหนึ่งแล้วเทเลือดหมูสดๆใส่จนเต็มมัดหัวไส้แล้วเอาไปนึ่งจนสุกหอมฟุ้ง หลังจากนั้นก็นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆเท่าปลายก้อย ม้าม ตับ เนื้อติดมันหมูสับเละๆ ตักใส่ในกระทงโฟม แล้วราดด้วยเลือดสดๆ
หยอดเลือดสดๆ
เลือดสดๆที่ราดนั้นเมื่อกระทบความเย็นของอากาศยามหนาว ก็จะแข็งตัวบนกองชิ้นส่วนที่หั่นไว้ ใส่เครื่องปรุงจำพวก พริกขี้หนูป่นแดงๆ หัวหอมแดงหั่นซอย ตะไคร้ซอยขวางละเอียดๆ กระเทียมบด ใบผักชี และต้นหอมซอยโรยตาม กินกับข้าวร้อนๆ ว่ากันว่าทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น นิยมกินกันยามอากาศหนาวๆ
ไส้หมูใส่เลือดนึ่งจนสุก
แต่ถ้าไม่ชอบเลือดสดๆ ก็นำไปนึ่งให้สุกทั้งกระทง หรือแช่แข็งในตู้เย็น ตำรับนี้เป็นการทำอาหารกินกันของชาวเวียดนามเขาครับ แต่ถ้าเป็นตำรับพี่น้องอีสานละก้อเรียกว่า ซกเล็ก ซึ่งก็คล้ายๆกัน แตกต่างแต่เครื่องปรุงรสอีสานจะออกเปรี้ยวน้ำเค็มตาม และเผ็ดร้อน หอมข้าวคั่วและเครื่องเทศเฉพาะ คล้ายๆลาบแต่ราดด้วยเลือดสดๆหรือใส่ดีขมๆไปด้วย
น้ำริกน้ำแกงบ้านอีสาน
ลุงดำได้แต่ยืนดู ไม่ถนัดเรื่องกินของไม่สุก รอดตัวไปได้ ในซอยปากทางตลาดแห่งนี้เรียงรายไปด้วยร้านแผงลอยขายกับข้าว น้ำพริกชนิดต่างๆ แกงขี้เหล็ก แปลกอีกอย่างก็ยำคอวัว แต่ไม่มีมันเยิ้มอย่างคอหมูย่าง เขาใช้ส่วนคางของวัวและปากหนาๆ มาปิ้งย่างจนสุก หอมแล้วก็ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงตามตำรับอีสาน เปรี้ยวนำ เค็มตามและเผ็ดเช่นเคย
ยำคอวัว น่าอร่อย
เดินไปก็มองหาอาหารพื้นบ้านแปลกๆ เนื้อวัวฝานจนบางเสียบไม้ไผ่ปิ้ง หมูก็มี ไก่ปิ้งกลับไม่เห็น ที่เห็นมากเป็นปลาหลายชนิดเสียบไม้ไผ่ปิ้งจนหอมกรุ่น เช่นปิ้งปลาหลด ปิ้งปลาหมอกลม ปิ้งปลาสร้อย สมัยลุงดำทำงานที่ป่าไม้เขตอุบลราชธานีก็เคยได้กินปิ้งทั้งหลายเหล่านี้ กินกับข้าวเหนียวร้อนๆ แต่ลุงดำชอบเผ็ดจึงซื้อน้ำพริกหนุ่มไปจิ้มกินด้วย
ปลาปิ้งย่างสารพัดปลา
เดินเข้าไปอีกหน่อยได้เห็นเสียบเขียดปิ้งจนแทบเกรียม เขาจับเขียดเสียบกับไม้ไผ่ผ่าซีก หนีบรัดทั้งแผ่นหลัง ท้องและขาเขียด จนขดสนิท ปิ้งได้สุกทั่วตัว เห็นแล้วอยากกิน แต่ก็อย่างว่า ช่วงเวลาที่ต้องมากับทัวร์ กินก็เสียฟรีอาหารโรงแรมไปสิ ฝากไว้ก่อน ค่ำถ้าเจอกินแน่ ลุงดำเดินไปอีกหน่อยเห็นถุงพลาสติกใสๆใส่น้ำเขียวๆ น้ำใบย่านางยอดฮิต ที่นี่มีขายแล้ว
น้ำใบย่านางและต้นใบย่านาง
เขียดย่าง ชวนกิน
เลยไปอีกนิดเป็นแม่ค้าร้องขาย ผักขี้ขม น่ะพ่อ ซื้อหน่ำแน่ แต่อีพ่อไม่มีครัวจะทำกินก็เลยบอกว่า เมียตายไปแล้ว ไม่มีใครทำให้กินซิตั๊ว ผักขี้ขมนี่ชาวกรุงเทพเรียกกันว่าสะเดาดินนั่นละ เป็นพืชอาหารพื้นบ้านที่มีทั่วไป ถ้าเป็นทางภาคเหนือเรียกว่าผักขี้กว๋วง แกงใส่ปลาย่างหอมๆอร่อย รสออกขมนิดๆ กินแล้วเจริญอาหาร ย่อยง่าย ถ่ายก็ง่าย
ผักขี้ขมหรือสะเดาดิน
หลุดจากผักขี้ขมก้ได้พบกับกุนเชียงอีสาน "หม่ำ"ที่ทำเหมือนกุนเชียงแต่ใหญ่กว่า สีดำคล้ำกว่า เมื่อตากลมจนแห้งทอดหรือปิ้งกินได้รสชาติออกเปรี้ยวนำ เค็มตาม เดิมทีเดียวมีแต่หม่ำวัว ใช้ไส้วัว หรือดีวัว ผสมเนื้อสับผสมม้าม และตับ ดดยมีเครื่องปรุงเป็นข้าวคั่ว เกลือ กระเทียมหั่นซอย ยัดใส่ในไส้ แล้วมัดปากสองข้างให้แน่น นำไปแขวนผึ่งลมและแดดไปอีกราว 4-5 วันก็กินได้
หม่ำวัว
หม่ำย่างสุกแล้ว
เดินไปจนสุดตลาดแผงลอย แล้วก็วกกลับ เพราะเห็นว่ามีแต่อาหารพื้นๆ ไม่น่าสนใจ พอดีกับเวลาที่ผ่านเลยไปหรือก็ใกล้เวลาอาหารเช้าที่โรงแรมแล้ว เพื่อรักษาสิทธิตามทัวร์จึงต้องกลับด่วน ไปกินฟรีตามหน้าที่ แหม ถ้าลุงดำนอนหลับทับสิทธิ์ละก็ได้กินเขียดย่างกับยำคอวัวไปแล้ว แต่เลือดแปลงสีแดงๆนั้น ขอลาสละสิทธิ์ไปเลย
ขนมปังชุดนี้เป็นอาหารฝรั่งเศส