บ้านทุ่งแสนสุข
ตอน 20. กระท่อมฟางข้าว
โดย มณีดิน
หลังเลิกเรียน ผมเหวี่ยงกระเป๋าหนังสือเข้าที่ แล้วก็เปลี่ยนเสื้อนักเรียนออก พร้อมกางเกง คว้ากางเกงหูรูดสีน้ำเงินเก่าได้ก็สวมใส่ไวตามนิสัย เสื้อหรือไม่ได้ใส่หรอก เพราะว่าเข้าฤดูร้อนแล้ว ต้นเดือนมีนาคมลมร้อนระอุไอพัดพรายมาเป็นระยะ ผมเดินออกไปตามสะพานไม้หน้าบ้านแล้วไปลงที่ปลายทาง ย่ำไปอีกนิดเดียวก็ถึงลานนวดข้าวป้าจำปี กองฟางยังทิ้งกระจัดกระจาย ยังไม่ได้รวมกองฟางอย่างทุกปี บนกองฟางนี้แหละคือเวทีแสนนุ่ม แต่สุดคัน
เสริมและเฮี้ยงเดินมาจากคนละทิศ เสริมมาจากบ้านเหนือ ส่วนเฮี้ยงมาจากบ้านใต้ เฮี้ยงเป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน เล่นมาด้วยกันทั้งที่โรงเรียนและในลานบ้านนอก ทะเลาะกันบ้าง ยกพวกบุกขว้างก้อนอิฐใส่กันบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นแทงกันด้วยมีดหรือของมีคม เฮี้ยงเป็นลูกชายคนโตของตาซ้งทรงมะรืน ช่างตัดเสื้อกางเกงคนเดียวในหมู่บ้านของเรา เฮี้ยงช่างคุยไม่แพ้ตาซ้ง เพียงแต่ยังเด็กจึงแค่ช่างคุย โม้เป็นบางเรื่อง (โม้คือการพูดคุยที่เกินจริง)
เสริมนั้นเป็นเด็กบ้านนอกชายทุ่งริมนาเต็มตัว เล่นอะไรก็ว่องไวได้เรื่อง ชั่วว่าเรามาเจอกันที่กองฟางเดี๋ยวเดียว เขาเดินไปหาไม้ไผ่ได้มา 8 ลำ แต่ละลำเท่าแขนเด็กๆอย่างเรา เป็นไม้ที่ใช้เป็นหลักกั้นกองข้าว แล้วเสริมก็ถามว่า
“กูจะสร้างบ้านด้วยฟางข้าว พวกมึงช่วยกูหาเสียมขุดหลุมปักเสาด้วย นึกออกไหม ปักเสา 4 เสา ตั้งโครงหลังคารูปสามเหลี่ยม มีอกไก่วางพาดระหว่างจั่ว แล้วช่วยกันหอบฟางคลุมกองข้าวฟ่อนมุงหลังคา ปล่อยให้ชายมุงลงเป็นฝากระท่อม แค่ 3 ด้าน”
เสริมหยุดอธิบาย แล้วเดินไปช่วยเฮี้ยงขุดหลุมด้วยเสียม ปักเสาไม้ไผ่ตามที่กะขนาดห้องไว้ ใช้ซังข้าวฟ่อนมัดแทนเชือก เดี๋ยวเดียวกระท่อมฟางข้าวก็เป็นรูปเป็นร่าง ผมมีหน้าที่ช่วยขนฟางข้าวบ้าง หาเชือกฟางมัดข้าวฟ่อนบ้าง เสริมเรียกไปหาอีกครั้งแล้วพากันเดินไปหอบฟางข้าวที่นวดแล้วไปสาดในกระท่อมเป็นพื้นที่นุ่มและน่านอนเล่น กระท่อมฟางข้าวเปิดด้านหน้าไว้เฉยๆ ไม่มีประตู ลมพัดพรูเข้าไปได้บ้าง พอให้ไม่ร้อนอบอ้าวจนเกินไปนัก
“กลับบ้านไปอาบน้ำแล้วเอากับข้าวและข้าวใส่ปิ่นโตมาคนละชุดนะ เดี๋ยวมากินข้าวเย็นด้วยกัน ไป แยกย้ายกันไปตามนี้”
เสริมพูดเสร็จก็เดินแน่วกลับบ้าน ผมเดินคู่ไปบนสะพานไม้ เฮี้ยงแยกกลับไปบ้านใต้ ผมเดินไปล้างปิ่นโตข้าวแล้วจัดการใส่ข้าวไว้ชั้นล่าง เอาน้ำพริกกะปิที่แม่ตำไว้เทใส่ปิ่นโตอีกชั้นหนึ่ง หยิบปลาทูทอดหอมกรุ่นมาสองตัว แล้วตักแกงส้มดอกแคของแม่ใส่ชั้นบนสุด ไม่ลืมเหน็บช้อนคาวไว้ที่หูปิ่นโตคันหนึ่ง ผมตั้งปิ่นโตไว้มุมเรือน เดินไปสวมเสื้อเก่าๆ แล้วเตรียมหลบออกไปจากบ้าน
“มึงจะไปไหน ไอ้ดำ” พี่เจนถาม มองเหล่ไปที่ปิ่นโตข้าว
“เย็นแล้ว เดี๋ยวแม่กลับมาจากบนเรือนยายก็จะกินข้าวแล้ว” พี่เจน เดินไปยกปิ่นโต
“ใส่เต็มสี่ชั้นเลยนะมึง บอกมานะจะไปไหน” พี่เจนเค้น ผมเดินเข้าไปจนชิดแล้วดึงแขนพี่เจนจนใบหน้าก้มต่ำ
“ผมนัดกับเสริมและเฮี้ยง จะไปนั่งกินข้าวด้วยกันที่ลานนวดข้าวป้าจำปี หลังบ้านนี่เอง เดี๋ยวกลับ” ผมสบตาพี่เจนด้วยสายตาหมาหิวข้าว อ้อนๆ
“ก็แค่ไปนั่งกินข้าวในกระท่อมฟางข้าวที่ผมสร้างกันไว้ ผมไปนะ บอกแม่ด้วยเย็นนี้ผมมีงานเลี้ยง”
ผมคว้าปิ่นโตได้ก็เดินตัวปลิวไปบนสะพาน ผมไม่ได้หันหลังมาดูเลยว่าทุยมันวิ่งตามมาด้วย ผมไปถึงเฮี้ยงกับเสริมตั้งวงล้อมรอแล้ว ทุยนั่งแหมะลงไปข้างๆเสริม ผมชะงัก
“ไอ้ทุย มึงตามมา” ทุยยิ้ม แล้วนั่งขัดสมาธิรอ ผมถอดปิ่นโตออกวาง แล้วก็นั่งติดกับทุย
“มีช้อนคันเดียว มึงเอาไป เดี๋ยวกูกินมือแทน”
ผมส่งช้อนให้ทุย แบ่งข้าวใส่ฝาปิ่นโตให้ทุย เฮี้ยงมีข้าวมาจานหนึ่ง กับข้าวเป็นปลาช่อนทอดเหลืองหอมชวนกิน แม่เฮี้ยงทำกับข้าวอร่อย ผมไปกินบ่อยๆ เพราะว่าไปเล่นกับเฮี้ยงบนลานคอกหมู เสริมเอาน้ำพริกกะปิมากินกับผักบุ้งลวก วงสังสรรค์กลางกระท่อมฟางข้าวอิ่มหนำ ด้วยว่ากำลังหิวและเลยเวลากินข้าวเย็นไปมากแล้ว
“แกงส้มปลาช่อนแม่มึงอร่อยจัง” เสริมชมหลังตักแกงส้มใส่จานแล้วกินจนหมดเกลี้ยง
“ดอกแคต้นข้างหลังบ้านเจ๊เง็กนั่นแหละ เมื่อวานนี้กูปีนขึ้นไปสอยให้แม่แกง”
ผมคุย เฮี้ยงลองซดน้ำแกงดูบ้าง เปรี้ยวๆเค็มๆ ชุ่มคอ กินข้าวได้คล่องคอ เฮี้ยงพยักหน้าในอาการชอบน้ำแกงส้มของแม่ ทุยกินไปพูดไม่จา ด้วยว่าเขามาทีหลังไม่รู้หรอกว่า พวกเราสร้างกระท่อมฟางข้าวหลังนี้ไว้ พักใหญ่ ก็กินกันอิ่ม ดื่มน้ำจากกระติกห้อยข้าง แล้วก็นอนผึ่งพุงคุยกัน ทุยนอนตามทั้งๆที่ไม่รู้จะคุยอะไรกับพวกเราซึ่งเป็นเด็กรุ่นพี่
เย็นมากแล้ว ตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว ในกระท่อมฟางข้าวมืดรำไร แสงไฟจากโรงสีข้าวและบ้านป้าจำปีทำให้พอมีแสงสว่าง ยุงเริ่มตอมแข้งขาและเนื้อตัว
“กลับบ้านกันเถอะ มืดแล้ว”
ทุยพูดขึ้นเหลียวหน้าเหลียวหลัง เหมือนระวังระแวง เพราะว่าทุยกลัวผี กลัวความมืด นั่นเทียว
ผมเห็นด้วย รีบเก็บปิ่นโตเข้าที่ ทุกคนรีบทำตามและเสร็จในเวลาไล่เลี่ยกัน
“แยกกันนะ พบกันใหม่เมื่ออยากจะมาเจอกัน”
เราสามคนพูดขึ้นพร้อมๆกัน แล้วก็ยกนิ้วโป้งให้กันและกัน ทุยมองไปมาแล้วก็ยกนิ้วโป้งข้างขวาตามอย่างบ้าง พวกเราหัวเราะงอหายเมื่อทุยกล่าวตาม
“แยกกันะ พบกันใหม่เมื่ออยากจะมาเจอกัน” แล้ววิ่งตามหลังผมมาติดๆ