สลักคอก เกาะช้าง : ล่องเรือชมป่าชายเลน
โดย ป่าน ศรนารายณ์ เรื่อง-ภาพ
การเดินทางไปจังหวัดตราด 320 กม.สบายๆกับการขับรถยนต์ 120 กม./ชม. ถนน 4 เลนช่วยให้ไปได้สะดวกมากขึ้นค่ะ พอถึงท่าเรือเฟอร์รี่ซื้อตั๋วผ่านแล้วขับรถยนต์ลงไปได้เลย ใช้เวลา 30 นาทีเรือก็จอดเทียบท่าที่เกาะช้างอย่างปลอดภัย หลังจากรอคิวเคลื่อน จึงเลี้ยวซ้ายขึ้นไปตามทางจากท่าเรือไปบ้านสลักคอก-สลักเพชร ระยะทางที่วกไปวนมา 20 กม. ก็ถึงแล้ว
"ชมรมนำเที่ยวพื้นบ้านสลักคอก"
ถนนมุ่งสู้สลักคอก
ชมรมนำเที่ยวพื้นบ้านสลักคอก หมู่ 4 ตำบลเกาะช้าง อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด โทร.084-1067541, 087-7489497 มีอาคารชั้นเดียวรอต้อนรับนักท่องเที่ยว คุณราชันย์ ภู่ทนิน เป็นผู้จัดการชมรมคนปัจจุบัน เล่าว่า
"เดิมเมื่อปีพ.ศ.2548 คุณพิทยา หอมไกรลาศ นักอนุรักษ์ที่อยู่บนเกาะช้าง ได้เข้ามาชักชวนและให้คำแนะนำว่า บ้านเรามีพื้นที่ป่าชายเลน 670 ไร่ ขนาดใหญ่ที่สุดที่เหลืออยู่ เป็นแหล่งของห่วงโซ่อาหารสัตว์น้ำที่สำคัญ นั่นหมายถึงว่าเป็นแหล่งที่กุ้งหอยปูปลาหากินแพลงตอนที่มีขนาดเล็กๆ แล้วได้อาศัยหลบภัยและเร้นกายเพื่อจะได้ฟูมฟักกายให้เติบใหญ่และออกไปเผชิญกับน้ำที่ลึกได้ สัตว์ทะเลยิ่งตัวใหญ่มากขึ้นก็จะลงน้ำลึกมากขึ้น ปลาเล็กก็เป็นอาหารปลาใหญ่"
ชมรมและคุณราชันย์
"สัตว์น้ำเล็กๆชายฝั่ง จึงเป็นห่วงโซ่อาหารของสัตว์ที่ใหญ่กว่า เป็นลำดับไป จนถึงคราวลงน้ำลึกก็กลายเป็นอาหารของมนุษย์อีกทอดหนึ่ง"
"ป่าชายเลนที่บ้านสลักคอก มีตั้งแต่ป่าเบิกนำเช่นป่าแสม จนถึงป่าโกงกาง สัตว์น้ำก็มีปลาชนิดต่างๆ กุ้งทะเล ปูทะเล ปูม้า ปูหิน ฯลฯ เป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ให้กับชุมชน และได้ทำการประมงทั้งเรือขนาดเล็กแบบพื้นบ้านและเรือหาปลาขนาดกลางซึ่งไปได้ไกลมากขึ้น"
ลงเรือมาดติดแจวคู่
"เริ่มต้นนำเที่ยวปีพ.ศ.2548 มีสมาชิกเพียง 20 ราย ลงกันหุ้นละ 100 บาท พร้อมด้วยเรือมาด 7 ลำ เรือคยัก 2 ลำ เรือมาดต่อโต๊ะและที่นั่งให้นักท่องเที่ยวหันหน้าเข้าหากัน ดื่มและกินอาหารไปด้วยระหว่างนั่งลอยไปตามแรงแจวของคนเรือ ต่อมาเมื่อเห็นว่ามีผลกำไรปีแรกได้มากถึง 100,000 บาท จึงมีสมาชิกเข้ามาร่วมมากขึ้น ปีพ.ศ.2549 ได้กำไรถึง 200,000 บาท และใน ปีพ.ศ.2550 ได้กำไรกว่า 350,000 บาท ชุมชนจึงเข้มแข็งมากขึ้น สมาชิกก็เพิ่มมากขึ้นครับ"
เรือประมงขนาดกลางและประมงเรือเล็ก
"เมื่อก่อนนี้มีรายได้ทางเดียวคือ ทำการประมงด้วยเรือเล็กแบบพื้นบ้าน แต่เดี๋ยวนี้ได้จากเงินปันผลการนำเที่ยว และยังได้จากค่าจ้างแรงงานการแจวเรือให้กับนักท่องเที่ยว รวมเป็นแหล่งรายได้ 3 ทางครับ"
ฟังแล้วป่านอยากกลับไปบ้านที่ผักไห่ อยุธยา แล้วแจวเรือนำเที่ยวบ้างค่ะ ธรรมชาติและวิถีชีวิตของบ้านป่านที่แม่น้ำน้อย สุดยอด
เรือลอบปู เรือมาดยักษ์พานักท่องเที่ยว
ฟังเรื่องเล่าจากคุณราชันย์แล้ว ก็ทะยอยลงเรือมาดติดสองแจว นั่งได้ข้างละ 2 คนรวม 4 คน นายเรือสวมหมวกเก๋คลุมใบหน้า นุ่งกางเกงขาก๊วย มุ่งสู่ปากอ่าวสลักคอกที่เวิ้งว้างอยู่เบื้องหน้า สายลมเย็นพัดต้องผิวกาย เย็นชื่นใจ แดดรำไรเพราะว่าฟ้าสลัวๆ เป็นด้วยวันนี้มีเงาเมฆบดบังความร้อนแรงจากพระอาทิตย์ให้ ท้องทะเลเบื้องหน้ามีปลากระโดดจ๋อมแจ๋ม บ้างก็ว่ายจนน้ำไหลเป็นทาง เหมือนไล่กวดกินกัน
หนุ่มเรือมาดสองแจวมีที่ตั้งอาหารได้..เยี่ยม
เรือวนไปชมชายป่าที่เขียวทั้งปี ด้วยว่าเป็นป่าโกงกางที่กางรากออกค้ำยันลำต้นที่ตรงดิ่ง
ดูช่างอัศจรรย์ แต่ภายใต้ร่มเงารากโกงกางจะมีกุ้งหอยปูปลาขนาดเล็กๆมาอาศัยอยู่และหากินมากน้อยเพียงใด มองไม่เห็น
"กุ้งเล็กๆ ปูเล็กๆ เยอะครับ เขายังเล็กก็หลบๆอยู่แถวนี้ โตขึ้นก็เก่งกล้าขึ้น ออกสู่ทะเลลึก มันเป็นระบบนิเวศน์ป่าชายเลนที่แตกต่างจากป่าบก หิ่งห้อยหรือครับ กลางคืนก็พอมีให้เห็นบ้างในมุมที่มีต้นลำพูขึ้นอยู่ รากต้นลำพูที่โผล่พ้นน้ำทะเลจะช่วยดักปลาตาย หอยเน่า กุ้งเหม็นๆ หิ่งห้อยกินอาหารทะเลเน่าครับ ไม่มีรากลำพูหิ่งห้อยหายหมดเหมือนกัน"
ท่องทะเลป่าชายเลน
ป่านฟังแล้วก็รู้เลยว่า บ้านผักไห่แม้ไม่มีต้นลำพูเหมือนป่าชายเลน แต่เมื่อตอนยังเด็กๆ 40 ปีก่อนนั้น กลางคืนชอบไปวิ่งไล่จับหิ่งห้อยที่กลางทุ่งนาข้าว นั่นก็เพราะว่า สมัยนั้นในทุ่งนามีหอยโข่งเน่าๆบ้าง ปลาเน่าๆบ้าง เมื่อมีอาหารเน่าก็มีหิ่งห้อย เจ้าหิ่งห้อยมันเป็นแมลงกินเนื้อเน่าค่ะ
แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีหอยโข่งเน่าในนาข้าว ก็เลยไม่มีหิ่งห้อยให้เห็นมากนัก แต่ไม่ใช่ว่ามีไฟฟ้าแล้วหิ่งห้อยหนีแสงแน่ๆ
ปากอ่าวมีแพลอยเทิ่งๆ
กลับมาขึ้นที่ท่าเรือ แล้วกินอาหารทะเลที่ร้านท่าเรือ อร่อย อาหารทะเลสดๆ เยี่ยมค่ะ
คุณราชันย์เล่าต่อว่า ทางชมรมจัดรายการนำเที่ยวไว้ 4 รายการคือ รายการที่ 1 พายเรือคยัคท่องป่าชายเลนด้วยตนเอง ราคา 100 บาท/ต่อชั่วโมง รายการที่ 2 พายเรือคยัคท่องป่าชายเลนโดยมีผู้ช่วยพาย ราคา 200 บาท/ต่อชั่วโมง รายการที่ 3 นั่งเรือมาดท่องป่าชายเลน ราคา 200 บาท/ต่อคน/ต่อชั่วโมง (เรือ 1 ลำนั่งได้ 4-5 คน)
นักท่องทะเลมีอารมณ์สุนทรี
พิเศษสุดๆ รายการที่ 4 ช่วงเย็น ล่องเรือมาด ชมพระอาทิตย์ตกดิน ดินเนอร์อาหารทะเลสดๆ พร้อมไวน์ ช่วงเวลา 17.00 –20.00 น.
บ้านป่านก็ทำได้ หากมีใครสักคนเป็นแกนนำ แล้วรวมพลังเพื่อนบ้านมาช่วยกันย้อนรอยอดีตการสัญจรทางน้ำให้พลิกกลับมาเป็นการท่องเที่ยวทางน้ำ แล้วเล่นเพลงเรือ "โอ้ละหนอลอยไป ลอยไปแล้วก็ลอยมา ...เอ้าฮาไฮ้..เฉิบๆ