เสือกลิ่นสาบ
โดยอินทรีดำ
ตอน16. บ้านเสายักษ์
วัฒนธรรมของคนเมืองน่านแต่ดั้งเดิม ปลูกบ้านเรือนด้วยเสาไม้ขนาดมาตรฐาน ถ้าเสาเหลี่ยมก็หน้า 5 นิ้วสำหรับบ้านชาวบ้าน ถ้าหน้า 6-8 นิ้ว
บ้านไม้ทุกหลังได้มาจากไม้เถื่อนทั้งสิ้น ไม่มีใครสะสมไม้ด้วยการซื้อจากโรงเลื่อยหรือโรงค้าครั้งละแผ่นสองแผ่น ถ้าไปซื้อไม้หน้า นิ้วครึ่งหนาสามนิ้วยาวสองเมตร สองเล่ม โรงค้าไหนจะส่งให้ แบกขึ้นรถโดยสารก็ยาก วัฒนธรรมการหาไม้ปลูกสร้างบ้านจึงเป็นการเลื่อยสะสมไว้ส่วนหนึ่ง จ้างมอดไม้(พวกลักลอบตัดไม้เถื่อน)ที่ผลิตขายอีกส่วนหนึ่ง การเก็บกวาดไม้ปลูกสร้างบ้านจากไม้ที่ชาวบ้านสะสมจึงไม่ค่อยได้ทำกัน ทั้งๆที่รู้กันว่า ละเลยต่อหน้าที่มาตรา 157 ก็ตามที
ณ ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอนาน้อย
“วันนี้ผมอยากให้พี่น้องกำนันผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกสภาจังหวัด และหน่วยราชการทุกหน่วย ที่มาร่วมประชุมประจำเดือนได้ฟังแนวทางการทำงานของสำนักพัฒนาป่าไม้ที่ นน.2 ซึ่งมีคนคุ้นหน้าคุ้นตากันดี คุณมณี บันลือ หัวหน้าหน่วยปรับปรุงต้นน้ำภูพยับหมอก แต่วันนี้มาในมาดใหม่ครับ เป็นหัวหน้าสำนักพัฒนาป่าไม้ที่ นน.2 ซึ่งมีหน้าที่ครอบคลุมป่าไม้ทั้งหมดในเขตพื้นที่ 1,460 ตร.กม. ขอเชิญคุณมณีครับ”
มณีลุกขึ้นยืนแล้วพูดแนะนำตนเอง
“ผมมณี บันลือ นักวิชาการป่าไม้ 6 ทำหน้าที่หัวหน้าสำนักพัฒนาป่าไม้ที่ นน.2 ซึ่งเป็นโครงสร้างใหม่ของกรมป่าไม้ เพื่อให้ระดมสรรพกำลังในพื้นที่ที่รับผิดชอบทั้งหมด 1,460 ตร.กม. ก็ตั้งแต่ปากนาย อำเภอนาหมื่น ดอยขุนสถาน จนถึงบ้านน้ำมวบอำเภอเวียงสา และสุดเขตที่รอยต่อบ้านห้วยแกต อำเภอเวียงสาอีกเหมือนกัน มีหน่วยป้องกันรักษาป่าน้ำแหง-น้ำหิน หน่วยปรับปรุงต้นน้ำภูพยับหมอก สถานีวิจัยต้นน้ำขุนสถาน สวนป่าบ้านไร่น้ำหิน และต้องควบคุมป่าสัมปทานทำไม้ระยะยาว 2 ป่าคือ ป่าแม่น้ำน่านฝั่งขวาและฝั่งซ้าย ป่าสัมปทานทำไม้นี่บริษัทน่านทำไม้จำกัดได้สัมปทาน ส่วนป่าโครงการไม้สัก องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ที่เรียกย่อๆว่า ออป. ได้รับสัมปทาน ทั้งสองบริษัทนี้มีหน้าที่ต้องร่วมมือกับสำนักพัฒนาป่าไม้ คือ
การป้องกันรักษาป่า การปลูกป่าทดแทนป่าที่ทำไม้ออก และดูแลของกลางที่ได้จากการตรวจจับยึดจากการกระทำผิดกฎหมายป่าไม้ กฎหมายป่าสงวนแห่งชาติ มติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ป่าต้นน้ำทุกชั้น นอกจากนี้ก็ยังมีคณะกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน นายอำเภอทุกอำเภอเป็นกรรมการ และมีป่าไม้จังหวัดน่านเป็นเลขานุการ
นายอำเภอนาน้อยจึงเป็นประธานอนุกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติระดับอำเภอ ซึ่งก็มีกำนันและผู้ใหญ่บ้านเป็นอนุกรรมการ ตลอดจนสารวัตรใหญ่ก็เป็นองค์คณะรวมอยู่ด้วย ทุกหน่วยทุกท่านจึงต้องร่วมใจกันรักษาทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อม ผมไม่ทำงานโดดเดี่ยวคนเดียวนะครับ"
มีกำนันคนหนึ่งยกมือขอพูด
“ผมอยากทราบแนวทางของหัวหน้า ชาวบ้านต้องปลูกบ้านสร้างเรือน หัวหน้ามีแนวทางผ่อนคลายได้อย่างไร เพราะว่าผมเดือดร้อนที่ต้องตามประกันตัวจากโรงพักอยู่เรื่อยๆ”
“เรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่มากนะครับ แต่กรมป่าไม้มีระเบียบเรื่องการขอใช้ไม้เพื่อการสร้างที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว ขอได้ที่ป่าไม้อำเภอของท่านครับ” มณีโยนเผือกร้อนให้ป่าไม้อำเภอทันที
“เรื่องนี้ติดต่อที่ผมครับ แต่มันก็มีขั้นตอนของมันอยู่นะครับ” ป่าไม้อำเภอลุกขึ้นตอบ
“ป่าไม้อำเภอถ่ายเอกสารส่งไปยังหมู่บ้านต่างๆได้ใช่ไหม” นายอำเภอสอบถาม
“ได้ครับ แล้วผมจะจัดการให้ตามสั่งครับ” ป่าไม้อำเภอรับคำ ผู้ใหญ่บ้านน้ำหกลุกขึ้นถามบ้าง
“ระเบียบอาจจะมีอยู่ แต่ผมว่าคงไม่ง่าย ที่ผมห่วงคือไม้ที่จะสร้างหรือซ่อมแซมสาธารณประโยชน์หรือวัด จะทำยังไงครับ”
“พูดกันตามจริง ไม้ที่ใช้กันทุกวันนี้เป็นไม้เถื่อนทั้งสิ้น วัดก็ไม่เว้น สำหรับแนวทางของผมแล้ว ถ้าวัดไหนจำเป็นต้องใช้ไม้ พูดกันเปิดอก ถ้าวัดไปจ้างคนตัดไม้มาขายก็ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าวัดไม่มีเงินพอก็ต้องขอแรงตัดและเลื่อยจากชาวบ้าน แม้กระทั่งการขนส่งชักลากไม้จากป่า “
มณีนิ่งมองด้วยสายตาสุภาพไปที่ใบหน้ากำนันและผู้ใหญ่บ้านทีละคนๆ
“ผมขอให้กำนันผู้ใหญ่บ้านแจ้งให้ผมทราบ แล้วเวลาชักลากออกมาก็ปักธงเหลืองมาเลย เลื่อยในวัดจนไม้พอเพียง ซ่อมวัดเท่านั้นนะครับ เวลาสายตรวจป่าไม้ผ่านไปก็ไม่ต้องหนี รับรองไม่จับ” มณีสรุปดื้อๆ เสียงฮือฮาดังขึ้นทุกมุม
“แต่ถ้าเลื่อยแล้วแบ่งไปขายละก็มีปัญหาแน่นอนครับ” มณีเพิ่มเติมอีกหน่อยเพื่อให้ได้ความชัดเจนขึ้น เสียงฮือฮาดังขึ้นด้วยความพอใจ การประชุมจบลงด้วยเรื่องที่ตื่นเต้นหลายเรื่อง แต่เรื่องของการจับไม่จับไม้ ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ หลังการประชุมมณียังต้องคุยกับกำนันผู้ใหญ่บ้านอีกหลายคนที่ยังคลางแคลงใจ
อีกสัปดาห์ต่อมา สายตรวจสำนักทีมปีศาจขาวตระเวนไปตามเส้นทางที่ผ่านชุมชนและเข้าป่าใกล้ๆ หมู่บ้านนั้นๆ บางทีก็ได้เห็นสัญญาประชาคมเกิดขึ้น มีชาวบ้านเลื่อยไม้ใต้ถุนบ้านที่กำลังก่อสร้าง บางทีก็วัด ทุกคนยิ้มแย้มแล้วโบกมือทักทายกัน เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามมาตรา 157 อย่างโจ่งแจ้ง แต่เป็นข้อตกลงที่สัญญาด้วยวาจา พบก็จะไม่จับ ถ้ากำลังสร้างบ้านหรือวัด แต่ถ้ากำลังลำเลียงไม้ไปขายจับทันที
มณีผ่านบ้านหลังหนึ่งอยู่ในหมู่บ้านชื่อว่าบ้านใหม่ซึ่งอยู่ตีนดอยผาชู้อันเป็นป่าไม้ที่อุดมสมบูร์ทั้งไม้สักและไม้กระยาเลย บ้านหลังนี้กำลังก่อสร้าง ล้อมด้วยสังกะสีอย่างมิดชิด และเป็นช่วงที่รถมักจะวิ่งเร็วเพราะว่าเป็นทางตรง คณะไม่เคยลงไปตรวจสอบแต่อย่างใด เห็นจะจะว่าโครงสร้างข้างบนเป็นปกติ เสาหน้า 8 x 8 นิ้ว ทุกครั้งที่สายตรวจวิ่งจึงเลยเข้าป่าโดยไม่เคยเฉลียวใจ
“บ้านใครวะกำลังสร้างเลย แต่ดีนะล้อมรั้วมิดชิดไม่อุดจาดตาดี” สมชายเอ่ยขึ้นขณะเร่งรถให้เร็วขึ้นเพื่อมุ่งสู่ดอยผาชู้ พลางมองไปยังบ้านหลังนั้นนิดๆ แล้วหัวเราะร่วนตามเคย
“บ้านจ่าทรง” ประเสริฐตอบ มณีนั่งนิ่งเหมือนไม่สนใจ
“ดูแล้วเหลือฝาบ้านชั้นบนกับหน้าต่าง อีกสองสัปดาห์คงต้องเสร็จแน่นอน” สมชายคาดคะเนต่อตามกัน
รถวิ่งเลยไปมาหลายวัน มีสังกะสีล้อมมิดชิด วันหนึ่ง ค่ำจนมองลายมือไม่เห็น สายตรวจวิ่งรถผ่านบ้านหลังเดิม แต่คราวนี้ทุกคนหันมองไปที่บ้านหลังนั้นอย่างตกตะลึง สมชายเหยียบเบรคกระทันหันเหมือนเห็นผี บ้านหลังนั้นวันนี้ได้รื้อสังกะสีที่ล้อมออกแล้ว มันเป็นบ้านที่ใหญ่โตและอลังการมากที่สุดที่เคยเห็นมาในอำเภอนาน้อย นั่นคือเป็นบ้านเสายักษ์ไม้สักที่ต้องโอบสองคนจึงจะมิด
บ้านเสายักษ์วัฒนธรรมจากเมืองแพร่
“ พี่ !! เสายักษ์อย่างกับเมืองแพร่เลยครับ” สมชายเปล่งเสียงดังลั่นรถ ประเสริฐตาเหลือกขาวโพลน มณีบิดคอมองด้วยความสะเทือนใจ ส่วน สา อ้วน เผ่น ทุกคนเหลียวไปมองด้วยความตื่นตะลึง ใบหน้าสลด
“ทำไงดีครับพี่” ประเสริฐถามแผ่วๆ
“ทำอะไรไม่ได้แล้ว มันเป็นบ้านที่อยู่อาศัยไปแล้ว” มณีตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“นึกไม่ถึงเลยนะพี่ จ่าทรงนะจ่าทรง ไม่น่าประจานกันถึงขนาดนี้” สมชายหงุดหงิด
“จ่าทรงเขาคงขุดหลุมรอแล้วยกเสายักษ์ลงทีเดียวเสร็จแบบเมืองแพร่นั่นแหละครับ” สมชายต่อด้วยอารมณ์ไม่ดี มณีนั่งนิ่งด้วยท่าทียากจะเดาใจได้ ประเสริฐหน้าจืดจ๋อยกว่าปกติ
“เสาลงหลุมตีคานกับโครงหลังคาก็เสร็จเขา จับไปศาลก็จะตัดสินปล่อยเหมือนคดีอื่นๆ ที่พยายามกันมาหลายครั้ง ศาลเขาถือว่าเป็นบ้าน แต่ในแง่ของพวกเราบอกว่าอำพรางสร้างบ้าน อย่างไรก็ตาม กฎหมายไม่ได้ลงรายละเอียดของคำว่าบ้านให้ชัดเจนก็เป็นอย่างนี้ เฮ้อ!”มณีพูดแล้วก็ถอดถอนใจดังเฮือกใหญ่
“ผมว่าต่อไปต้องระวังก่อนเสาจะลงหลุม” สมชายต่อ
“ในเขตเรามีพื้นที่ 1,460 ตร.กม. หมู่บ้านกระจายกันไปทั่วพื้นที่ 48 หมู่บ้าน จะตระเวนอย่างไรไหว สายตรวจ 2 สาย ยังไงก็พลั้งเผลอไปจนได้แหละ” มณีตอบเหมือนพยายามจะปลอบใจตนเอง
“หัวหน้าครับ ผมนับเสายักษ์ได้ 22 ต้นครับ” ส่วนตะโกนบอกมาทางด้านหน้ารถยนต์
“ต้นละกี่หมื่นนะ” สมชายเปรยขึ้นลอยๆ
“22 ต้นน่าจะขายเป็นไม้แปรรูปได้ไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านบาท เฮ้อ!” มณีถอนใจเสียงดัง
“เฉพาะเสา 22 ต้น สร้างบ้านทั่วไปได้อีกหลายหลังเลย” ประเสริฐคร่ำครวญ
“พวกเราก็เผลอและคาดไม่ถึงจนเกินไปนะ” มณีพูดแผ่วๆใบหน้าสลดเศร้าซึม นึกในใจ สัญญาประชาคม เป็นหมัน
สมชายออกรถไปเอื่อยๆ ไม่มีใครพูดอะไร ความเงียบเสียดแทงใจมือปราบที่ซื่อตรง ไม่เคยเก็บก๊อก ไม่เคยรับค่าผ่านทาง ไม่เคยมุ่งหวังอามิสสินจ้างเมื่อจับได้คาหนังคาเขา และตกลงเป็นพันธะสัญญาว่า ถ้าเลื่อยไม้สร้างบ้านไม่ว่ากัน
ทุกครั้งที่ผ่านบ้านจ่าทรงจึงวิ่งเลยไปเพราะคิดว่าคงสร้างบ้านเหมือนคนอื่นๆในหมู่บ้าน นี่คือบ้านเสายักษ์หลังแรกที่มณีได้พบเห็นในเขตที่ต้องรับผิดชอบ ความรู้สึกยากจะบรรยายระหว่างความถูกต้องกับความรู้สึกผิดที่เสี่ยงทุกอย่างอย่างมีมนุษยธรรม แต่ได้รับการตอบสนองกลับอย่างเจ็บปวดรวดร้าวใจยิ่งนัก
วัฒนธรรมการสร้างบ้านอยู่อาศัยของคนในจังหวัดน่านเรียบง่าย ใช้ไม้อย่างประหยัดตามสมควร ไม่เคยปรากฏบ้านเสายักษ์มาก่อนเยี่ยงบ้านคนเมืองแพร่ วัฒนธรรมการลอกเลียนแบบกำลังคืบคลานเข้าสู่ดินแดนที่เคยบริสุทธิ์อย่างน่าใจหาย เป็นการรุกคืบที่น่าหวาดหวั่น สิ่งที่ไม่คาดหวังว่าจะเกิดกลับเกิด การฉวยโอกาสจากความมีน้ำใจไมตรีเป็นพิษที่ยอกแสยงใจ
มณีรู้สึกเจ็บปวดจนน้ำตาคลอ ในความมืดมิด ความเงียบสงัดเกิดขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิด การออกตรวจคืนนั้นช่างเศร้าสะเทือนใจ แต่ก็ไป....ไปตามถนนหนทางที่มีให้รถยนต์สายตรวจมันวิ่งไปตามหน้าที่ แม้กำลังใจจะอ่อนล้า เป็นหน้าที่ก็ต้องทำไป