http://www.thongthailand.com
  สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 หน้าแรก  เว็บบอร์ด  บทความ  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  ข่าวสาร
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/03/2009
ปรับปรุง 25/01/2025
สถิติผู้เข้าชม14,657,458
Page Views17,017,309
« April 2025»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930   
ท่องเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก
ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และความเชื่อ
รีวิว ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ทและสปา
  foo&bed
ธรรมชาติ,สัตว์ป่าและพันธุ์พืช...มีคุณ(nature)
บทบรรณาธิการ สกู๊ฟพิเศษ และเรื่องเล่า
ข่าวสาร
http://www.thongthailand.com/index.php?mo=3&art=42365202
 

มหัศจรรย์กัมพูชา ตอน2.บันทายศรี:ปราสาทหินทรายสีชมพู หนึ่งเดียวที่สร้างเสร็จกว่าพันปี โดยอึ้งเข่งสุง- เรื่อง //ภาพ-ธงชัย เปาอินทร์

มหัศจรรย์กัมพูชา ตอน2.บันทายศรี:ปราสาทหินทรายสีชมพู หนึ่งเดียวที่สร้างเสร็จกว่าพันปี  โดยอึ้งเข่งสุง- เรื่อง //ภาพ-ธงชัย เปาอินทร์

                            มหัศจรรย์กัมพูชาตอน2. บันทายศรี:ปราสาทหินทรายสีชมพู

                                               หนึ่งเดียวที่สร้างเสร็จกว่าพันปี

                                                                            โดยอึ้งเข่งสุง- เรื่อง //ภาพ-ธงชัย เปาอินทร์

 

                    ประวัติศาสตร์โลกระบือด้วยเรื่องราวมหัศจรรย์พันลึกของชนชาติกัมพูชา หรือขะแมร์ บนความยิ่งใหญ่อลังการของการก่อสร้างปราสาทหิน ล้วนเนื่องด้วยบุญญาบารมีของพระเจ้าแผ่นดินกัมพูชาผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น ดูตัวอย่างชัดๆจากความโอฬารของปราสาทนครธม หรือปราสาทนครวัด แต่มีเพียงปราสาทหินทรายสีชมพูหนึ่งเดียวที่พราหมเป็นผู้สร้างจนเสร็จกว่า 1,000 ปีมาแล้ว  คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ปราสาทอะไรหรือ  ใครเป็นผู้สร้าง สร้างได้อย่างไร  สุดท้ายอยู่ที่ว่าเขาทำเพื่ออะไรกันหรือ

                         ศิลาจารึกเรื่องราวที่ผนัง                                                 เสากลึงเรียงเป็นในกรอบหน้าต่าง

                โลกตกตะลึงเมื่ออองเดร มาลไรซ์ ได้เข้ามาพบเมื่อพ.ศ.2466 แล้วใช้เลื่อยและลิ่มสกัดเอาชิ้นส่วนของนางอัปราไป 6 ชิ้น แต่ก็ไปไม่รอด 24 ธันวาคม 2466 ถูกทางการรัฐบาลกัมพูชาจับได้บนเรือกลไฟขณะกำลังลำเลียงโบราณวัตถุต่างๆที่กรุงพนมเป็ญ ช่วงเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ต่อมา 11 กรกฤาคม 2467 ศาลกรุงพนมเป็ญตัดสินลงโทษอองเดร มาลไรซ์ จึงรอลงอาญาทั้งคู่ ไม่แน่ใจว่าประเทศฝรั่งเศสมีอิทธิฤทธิ์ช่วยเหลือคนของเขาหรือไม่ 

                    

                                                              ทวารบาลเฝ้าแหนตามเชิงปราสาท

                 เมื่อเดินทางกลับถึงฝรั่งเศส มาลไรซ์ได้ออกหนังสือชื่อว่า "อินโดจีน" อันเป็นหนังสือที่เปิดเผยเรื่องราวต่างๆของประเทศต่างๆในแถบอินโดจีน โดยเฉพาะเรื่องเล่าเกี่ยวกับความยิ่งใหญ่อลังการของปราสาทราชวังของประเทศกัมพูชา อีกเล่มหนึ่งคือ เสน่ห์ตะวันออก ที่โด่งดังสุดๆ  จนถึงพ.ศ.2502 มาลไรซ์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

                  ผลพวงจากการบุกเข้าไปค้นพบปราสาทของกัมพูชาแท้ๆ  แต่ก็ด้วยว่า นายมาลไรซ์รู้จักการบันทึกเรื่องราว (ถ่ายรูป หรือวาดภาพไว้ด้วยยิ่งดี) แล้วเขียนมันออกมาเป็นเล่ม เป็นผลงานชิ้นใหญ่(Masterpiece) ที่ยืนยันความรอบรู้จนได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญอินโดจีนครับ

                                                     นาคสลักลายนูนต่ำกับลายนูนสูง..ความงามต่างมิติ

                 ตั้งแต่นั้นมา ประเทศกัมพูชาก็โด่งดังจากโบราณสถานที่เข้มขลัง มากมายด้วยปราสาทต่างๆ  เป็นแรงจูงใจให้ใครใคร่รู้ก็เดินตามหากัน จนกล่ยเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางศิลปะวัฒนธรรม สถาปัติยกรรม ศรัทธาและความเชื่อ อันเป็นแนวทางที่บ่งชี้ให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ของชาวกัมพูชาอย่างถ่องแท้ มีแก่นให้จับต้องได้ และมีเรื่องราวเล่าขานไม่มีวันจบสิ้น 

                 นี่ถ้าหากว่า พระนครศรีอยุธยา ยกบ้านเรือน ตึกรามของเอกชน  อาคารสถานที่ราชการ  ออกจากแนวคูเมือง แล้วขุดค้นพร้อมบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ แต่งแต้มให้เติมเต็มเหมือนวิถีชีวิตในอดีตของความเป็นอยุธยา มันจะยิ่งใหญ่ไหม? มันจะขายได้มากมายขนาดไหน?ประเทศไทย

     ความสวยงามที่ละเมียดละไม...ล้อแสงแดดยามเช้า                                  นางอัปราสามัญชน"อวบอึ๋ม"

                 วันนี้ จึงได้รับรู้กันว่า ปราสาทโบราณสถานที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้ อาจเคยสร้างความทุกข์ยากให้กับชาวกัมพูชา แต่วันนี้ พระองค์ได้ทรงส่งคืนชีวิตและเลือดเนื้อให้กับลูกหลานชาวกัมพูชาอย่างมากมายมหาศาล กินกันไม่มีวันหมด รวยกันกระจุย รายได้กระจายลงไปทุกหย่อมหญ้า ปวงประชาชาวกัมพูชาต้องกลับมาเทิดทูนวีรกษัตริย์ทั้งหลายที่ได้เคยสร้าง ศิลปะวัตถุด้วยสถาปัตยกรรมหนึ่งเดียวของโลกตะวันออกเฉียงเหนือ สุดยอดๆๆ

                    

                                               พราหมณ์ หรือ ใคร  ........แต่ต้องสำคัญ

                  และแล้วผมจึงได้ไปเดินตามรอยหาความรู้เรื่องเมืองโบราณอันยิ่งใหญ่ที่ภาพยนตร์ดราม่าเรื่อง "See Angor and Die" ของผู้เขียน ผู้สร้างและผู้กำกับพระองค์ดัง ชื่อ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นโรดม สีหนุ ซึ่งออกฉายเมื่อปีคศ.1993 แต่วันนี้ผมอยากจะเล่าเรื่องแหล่งท่องเที่ยวที่ได้ชื่อว่า "รัตนชาติแห่งศิลปะกัมพูชา" นั่นคือปราสาทบันทายศรี หรือ Banteay Srei หรือ บันทายสรี หรือ บันเตียไสร   หรือปราสาทสตรี หรือป้อมสตรี ในความเป็นจริง บันทายศรีเป็นเพียงป้อมเพราะว่ามีขนาดเล็ก และสร้างโดยพราหมณ์ มิใช่โดยกษัตริย์แต่อย่างใด

                    

                                               ช้างยิ้มได้ในลวดลายสลัก.......น่าทึ่ง

                 ในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 หรืออีกพระนามหนึ่งว่า ราเชนทรวรมันที่2 ทรงครองราชย์สมบัติพ.ศ.1487-1511 มีพราหมณ์ตนหนึ่งชื่อว่า ยัชญวราหะ เป็นราชครูผู้สอนศิลปะวิทยาการให้กับพระราชโอรสของพระองค์ ซึ่งต่อมาได้เถลิงถวัลย์ราชย์สมบัติขึ้นเป็นพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ทรงครองราชย์ช่วงปีพ.ศ.1511-1554 พราหมณ์ตนนี้คงจะมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่มิใช่น้อย จึงได้มีทรัพย์ศฤงคารและไพร่ทาสมากมายจนสามารถสร้างปราสาทได้ ไม่ใช่สร้างธรรมดา แต่ได้สร้างอย่างวิจิตรบรรจงยิ่งนัก ลวดลายที่แกะสลักคมชัดลึก จากนั้นมาจนบัดนี้ก็ยังคงสภาพที่สวยงามเหมือนเดิมกว่า 1,043 ปี

                   

                                                                 สุดพรรณนา...จริงๆ

                ปีพ.ศ.1510 พราหมณ์ยัชญวราหะ ได้เริ่มสร้างปราสาทบันทายศรี หรือ ป้อมสตรี เพื่อเป็นการบูชาแด่ พระศิวะ หรือตรีภูวนมเหศวร หรือผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกทั้งสาม ปลายรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 เมื่อลูกศิษย์ของท่านคือพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ทรงครองราชย์ พราหมณ์ยัชญวราหะ ก็ได้สร้างจนสำเร็จ ปราสาทบันทายศรีสร้างด้วยหินทรายสีชมพู แกะสลักลวดลายหินทรายด้วยความงดงามจนเลื่องชื่อลือชาว่า เป็นศิลปะบันทายศรี แม้เป็นปราสาทขนาดเล็กแต่ก็สมบูรณ์ด้วยความอลังการของงานศิลป์ จนได้รับการขนานนามว่าเป็น "รัตนะชาติแห่งศิลปะกัมพูชา"  

               ผมลงจากรถปรับอากาศกัมพูชาบนลานจอดรถนักท่องเที่ยว  มีห้องสุขาหญิงชายให้เข้าไปเตรียมความพร้อม มีร้านขายของที่ระลึกให้ "เหล่" ไว้ก่อน แล้วผ่านการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่  หลุดมาได้ก็เดินกันบนถนนดินลูกรังสีแดงราวๆ 1 กม. สองฝั่งเป็นต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวขจี มีชาวนากำลังถอนต้นกล้าข้าวให้ถ่ายรูปเก็บไว้ในไฟล์กล้อง ถ่ายเท่าไรก็ไม่ต้องกลัวเพราะว่ามันเป็นกล้องดิจิตอลไง  มีเด็กๆชาวกัมพูชา 4 คนนั่งเล่นอยู่บนโต๊ะปีกไม้ข้างถนน ดูธรรมชาติและน่ารัก

                      ยืนใจลอยคอยแฟนไม่เห็นมา                                                เธออยู่ไหน?.. มองหาอะไรวะ

               โคปุระ(ซุ้มประตู)แรกที่ได้เห็นก็ตื่นเต้นกันน่าดู ทุกคนกดชัตเตอร์กัยเปรี๊ยะๆ บางคนถลาเข้าไปแนบร่างกับเสา เพื่อให้เพื่อนถ่ายรูปให้ แต่มีบางคนทำหน้าหงอยๆ ด้วยว่าชวนสามีแล้วไม่มาด้วย..ฮา!! น่าสงสารจริงฮู้ ดูแล้วก็เพลินดี การท่องเที่ยวทำให้โลกสดใสใจสว่างจริงๆ เผลอเดี๋ยวเดียว นักท่องเที่ยวแห่ตามกันมาแน่นไปหมด ทำให้เวลาถ่ายรูปต้องรอจังหวะ ไม่งั้นถูกกระแซะภาพกระเด็น ไม่ก็พร่ามัวเสียฉิบ 

                     

                                                 ภาพแรกที่งดงามจนตกตะลึง..พระศิวะทรงช้างเอราวัณ

               โคปุระแรกนี้เป็นหน้าบันที่งดงามมาก เป็นภาพแกะสลักที่ละเอียด คมชัดยังกับกรีดเอาไว้เหมือนไม่ใช่หินทราย ภาพแรกนี้เป็นภาพพระศิวะทรงช้างเอราวัณ งามไม่งามก็ดูเอาเถอะ ไม่รู้จะพรรณนาอย่างไรแล้ว เส้นโค้ง ลายลึก แม้ลายเล็กๆก็ช่างสลักเสลาจนน่าพิศวง  เหมือนนางงามที่รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น นัยตาคมวาวจับใจ หน้าใสกระจ่างอย่างดวงพระจันทร์คืนวันเพ็ญ โอ้..นางฟ้าอมร...มร..มร..มร

                         

                                                                    เป็นไง ขยายให้เห็นกันชัดๆ ฮื่ย..!!

              ยัง..ยังไม่ผ่านครับ  ต้องดูเสาที่สลักลาย แล้วก็หัวเสาที่เรียกว่าบัว เขาช่างพิถีพิถันกันจริงๆ ด้านซ้ายด้านขวามีหน้าบันให้ถ่ายรูปได้ทุกมุม แต่สงสารคนที่ไม่เข้าใจเรื่องถ่ายรูป อยากถ่ายก็วิ่งไปยืนแหมะติดเสาหรือไม่ก็ติดหิน ภาพออกมาก็ยืนพิงหิน คนถ่ายรูปก็พอๆกัน พอรู้ว่ากดถ่ายตรงไหน  ก็กดๆๆ ไม่รู้ไม่ดูเลยว่า ภาพที่ออกมาเห็นอะไรบ้าง อ่านเรื่องนี้แล้ว พัฒนาซะ หูตาหัดเหลียวมองภาพในจอด้วย โชคดีที่เดี๋ยวนี้ใช้กล้องดิจิตอล ประหยัดค่าฟิล์มไปเยอะแต่โอกาสที่จะไปก็มีครั้งเดียว ต้องไปแล้วคุ้มค่าด้วยนะครับ               

           กรอบของประตูปราสาท..เนี๊ยบไหม?                                     บัวหัวเสา....ก็เช้งกระเด๊ะไหม

             หลุดประตูเข้ามาได้ต้องเดินเลียบกำแพงไปมุมหนึ่ง เพื่อถ่ายภาพกว้างๆของปราสาทชั้นใน อันมีสระน้ำอยู่เบื้องหน้า เป็นพิมพ์เขียวหนึ่งในรูปแบบการสร้างปราสาทของชาวกัมพูชา ปราสาทบันทายศรีมีขนาดความกว้าง.....เมตร ความยาว.....เมตร รอตรวจสอบข้อมูล)ซึ่งนับว่าเป็นปราสาทที่เล็กที่สุดของกัมพูชาก็ว่าได้เลย แต่สวยอะอะ  ประเภทจิ๋วแต่แจ๋วยังงั้นแหละ  

                

                                                              ภาพรวมตัวปราสาทบันทายศรี

             ผ่านเข้าไปคือซุ้มประตูที่สอง แต่มีเชือกกั้นห้ามเข้าไปใกล้ๆ ผู้คนไม่รู้มาจากไหน เต็มไปหมด ผมจดๆจ้องหามุมถ่ายรูปอยู่หลายหน ต้องตัดใจจ้องภาพไว้แล้วรอปลอดคนก็กดฉับๆ ถ้าไปตะโกนไล่เขาก็ใช่ที่ ปราสาทของกัมพูชา ไม่ใช่บ้านของผมสักหน่อย มารยาทในการถ่ายรูปในชุมชนจึงต้องพยายามทำใจและดัดแปลงวิธีเอาเอง ไม่งั้นได้ภาพมากับตาบวมปูดแน่ๆ ..เสียวเลย

                

                                                      เห็นไหม..นักท่องเที่ยวตรึม

               หน้าบันและทับหลังในภาพต่อไปนี้เป็นภาพสลักเสลาเรื่องราวของทศกัณฑ์เขย่าเขาไกรลาศ,พระนารายณ์อวตารเป็นนรสิงห์,ศิวะนาฏราช,พระกฤษณะประหารพระยากงส์ มากมายหลายทิศ โดยควรเดินวนจากขวาไปซ้ายในช่วงเช้า จะได้ถ่ายภาพตามแสงแดดที่สาดส่อง ท้องฟ้าสีครามเข้ม  แต่ก็มิได้หมายความว่าจะถ่ายย้อนแสงไม่ได้ 

                

                          หน้าบันหนึ่งของปราสาทบันทายศรี..อย่าลืมไปค้นหาให้เจอนะครับ

               ภาพนางอัปรารอบๆปราสาทบันทายศรีเคยถูกสกัดเอาไปในครั้ง อองเดร มาลไรซ์  แต่ทุกวันนี้ได้นำกลับมาประดับดังเดิมเรียบร้อยแล้ว มีส่วนที่เสียหายไปบ้าง โปรดสังเกตให้ดีเพราะว่าต่อจากนี้ไปเมื่อท่านเข้าไปปราสาทไหนๆ ก็จะได้พบกับนางอัปราแทบทุกที่ และโปรดเข้าใจด้วยว่า นางอัปรานั้นเป็นรสนิยมหนึ่งของผู้สร้างปราสาทหรืออาจจะของช่าง(ดร.ปริวรรต สาคร) แต่อย่างไรก็ตาม ปราสาทบันทายศรีมีนางอัปราที่งดงามมาก ค่อนข้างอวบอึ๋มและไว้ทรงผมเหมือนสามัญชนคนชาวกำพูชาทั่วๆไป แต่ถ้าเป็นที่ปราสาทอื่นๆ นางอัปราอาจจะประดับทรงผมตามชั้นยศของนางก็เป็นได้ หรูเริด!

                

                                      หน้าบันและทับหลัง วิจิตรพิศดารไหม?

               ตามมุมของปราสาทมีรูปพระยานาคหลากหลายรูปแบบ บางทีก็ตั้งวางไว้     ด้วยหนุมาณจากเรื่องรามเกียรติ  บางทีก็เป็นรูปอื่นๆ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น สิ่งที่เห็นเป็นแบบอย่างของการสร้างปราสาทศิลปะบันทายศรีโดยเฉพาะ การแกะสลักหินกรอบประตู  ทับหลัง  หน้าบัน  ผนังปราสาท ล้วนละเอียดและสวยเนียนกว่าแห่งไหนๆ ประกอบกับเป็นหินทรายสีชมพูซึ่งหายากและสลักเสลาได้งดงามยิ่งกว่า ปราสาทบันทายศรีจึงได้รับการนำเสนอให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแรกๆของรายการนำเที่ยวกัมพูชาเสมอ (ขอขอบคุณคุณโอภาส จริยพฤติ OSK TravelและSMOT,Thailand โทร.083-2983182 สิริวารี)

                

                                           พระอิศวรแนบกายเบื้องซ้ายด้วยพระอุมาเทวี

                

                       พระอิศวรทรงช้างสามเศียร(เอราวัณ)อีกหน้าบันหนึ่ง ทวยราษฏร์ยกมือเหนือเกล้า

                 คนไทยทั้งนั้น.......ญี่ปุ่นจีนก็มี                                          ริมกำแพงปราสาท

                                     

                                                      อวดฝีมือไว้ในโลกนี้อย่างยิ่งใหญ่

              ปล. โปรดติดตามมหัศจรรย์กัมพูชา ตอน3. ปราสาทตาพรหม

                  

 

                 

               

 

                  

 

 

 

 

 

 

 

 

                

 

                          

 

 

 
 หน้าแรก  บทความ  ข่าวสาร  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  เว็บบอร์ด

อัตราค่าโฆษณา    

แบบเนอร์ กลางหน้า.  ขนาด 800 x 400-600 พิกเซล เห็นหน้าแรก  5,000 บาท/เดือน

แบนเนอร์ เหนือโลโก้เว็บไซต์ ขนาด 1000 x 80 พิกเซล เห็นทุกหน้า 4,000 บาท/เดือน

 แบนเนอร์ ซ้าย  ขนาด 240 x 120-160 พิกเซล เห็นทุกหน้า 3,000 บาท/เดือน

ทำข่าวแถลง รีวิวโรงแรมและร้านอาหาร  เขียนสารคดี เชิญได้โดยตรงที่ โทร.081-9416364

ติดต่อ 135 ม.12 ต.กำแพงแสน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม 73140

 
view