เสือกลิ่นสาบ
โดยอินทรี ดำ
ตอน20.สารวัตรใหญ่ขอร้อง (1)
มณีออกตรวจป่าในเขตความรับผิดชอบสม่ำเสมอ ด้วยว่ายังรู้สึกผิดไม่หายที่พลาดเรื่องเสาเหมืองแร่เฮียฮง พอย่างเข้าช่วงปลายหนาวประสบการณ์สอนให้มณีสำนึกเสมอว่า กำลังจะเปิดป่าใหม่ทำไร่เลื่อนลอยกันอีกแล้ว ความผิดต้องไม่ซ้ำสอง
การเปิดป่าใหม่ ชาวไร่จะแอบไปตัดต้นไม้ใหญ่ๆ ลง ถ้าเป็นป่าไม้สักก็มักจะแปรรูปไปใช้หรือขาย เหลือแต่ต้นไม้ขนาดเล็กๆ เขาก็จะล้มไม้เหล่านั้นลงจนราบคาบ ตากแดดทิ้งไว้จนแห้งกลายเป็นเชื้อไฟได้อย่างดี เมื่อเขาเผาไร่ก็ไหม้แทบเป็นจุล แต่ถ้าเป็นไม้กระยาเลยที่มีแก่นเช่นประดู่ แดง มะค่าโมง ตะเคียนหิน ทนไฟก็จะไหม้ไปบางส่วน แต่จะเหลือแก่นล้มขอนนอนไพรอยู่ในไร่
ที่ดินผืนใหม่ มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรีวัตถุ ฮิวมัส ดินร่วนปลูกข้าวโพดหรือข้าวไร่ก็จะงาม ให้ผลผลิตดีที่สุดในปีแรกๆ และเริ่มลดลงเมื่อดินหมดความโอชะ เรื่องนี้มณีเคร่งเครียดพอๆ กับดงป่าไม้สักที่รอบๆ บ้านห้วยเลา ซึ่งยังมีปริมาณหนาแน่นแทบจะกล่าวได้ว่า เป็นป่าสักผืนสุดท้ายของอำเภอนาน้อยทีเดียว
วันนี้ มณีนั่งรถตระเวนป่าไปกับสายตรวจปีศาจขาว
“เฮ้ย ประเสริฐได้ข่าวจากสายบ้างไหมว่า มีการแผ้วถางป่าใหม่บ้างหรือไม่”
“ไม่มีเลยนะครับ ป่าแม่น้ำน่านฝั่งซ้ายและขวา ปลอดจริงๆครับ” ประเสริฐรายงาน
“ดี เฝ้าหน่อย ตัดเดี๋ยวเดียว แต่กว่าจะปลูกขึ้นมาใหม่ ต้องใช้เวลานับร้อยๆ ปี เหนื่อยฉิบหาย” มณีปรารภขึ้นอีก
“ผมว่าที่น่ากลัวก็เรื่องป่าไม้สักรอบๆดงบ้านห้วยเลา น่าห่วงยิ่งกว่า” สมชายเสริมขึ้นบ้าง
“เราระวังกันเต็มที่แล้ว แต่ก็อย่างว่า พอหันหลังไปอีกทางหนึ่ง อีกทางก็ลงมือเร็วมาก เหมือนเสายักษ์บ้านจ่าทรงไง” มณีพูดเหมือนจะปลอบใจตนเอง
“คืนนี้จะไปทางไหนครับพี่” สมชายถาม
“ไปไหนดีล่ะ พื้นที่กว้างจังเลย” มณีพูดเหมือนคนคิดไม่ออก
ใจหนึ่งก็คิดถึงรายงานจากปากของสายสืบเขี้ยวเดียวเมื่อบ่ายแก่ๆ สวยย่องมาพบแล้วก็แว้บกลับทันที มณีรู้สึกห่วหน้าพะวงหลังไม่ค่อยโปร่งใสนัก
“คืนนี้ไม้สักจะออกจากบ้านห้วยเลา 2 คัน เป็นรถสาลี่ไอ้แท้บ้านไผ่ มันจะวิ่งทะลุไปขุนสถานลงแพร่นะครับ” มณีฟังด้วยอาการสงบดูเงียบขรึม แต่แท้ที่จริงในใจ “วิตกเหลือเกิน ไม้ใครวะ”
นี่แหละมณีจึงต้องออกตรวจตรา ไม่อยากพลาดให้เจ็บใจอีก
“ไปทางนี้ไหมพี่ เข้าบ้านน้ำหกแล้วออกไปที่เสาดินนาน้อย ซุ่มเส้นทางระหว่างป่าบ้านน้ำหกกับบ้านนาราบดูสักที”
“ไปก็ไป ลองดู” มณีตอบแกนๆ
สมชายบ่ายหัวรถไปตามที่พูดถึง พอจอดแอบข้างทางมุมหนึ่งได้ ที่เหลือก็โดดลงไปนั่งบ้างนอนบ้างที่ศาลาในเสาดิน ทุกคนรู้หน้าที่ต่างผลัดกันเฝ้าระวัง ปล่อยให้อีกพวกไปพักผ่อน
เฝ้าอยู้หลายชั่วโมง ไม่เป็นท่า ไม่มีรถไม้ผ่านสักคัน เหมือนจะเงียบที่สุด
เลยสี่ทุ่มเศษๆ พระจันทร์เพิ่งจะโผล่พ้นทิวเขาทะมึนทึน คืนข้างแรมสี่ค่ำพระจันทร์เสี้ยวกำลังสวย แสงสว่างนวลๆแต่ไม่ละออตานัก อากาศที่ร้อนระอุกำลังเย็นลงเสียงหริ่งหรีดเรไรขับขานสนั่นป่า ได้ยินแต่เสียง แต่จะเป็นกี่ชนิดไม่รู้ เพราะว่าตัวแมลงชนิดนี้ไม่ค่อยจะเคยเห็นตัวกันบ่อยนัก มณีนั่งฟังเสียงคุยกันสารพัดเรื่อง ไร้สาระเป็นสรณะ
“กลับ” มณีลุกขึ้นยืนแล้วเดินนำหน้าไปที่รถปีศาจขาว ทุกคนพร้อม รถเคลื่อนตัวออกไปเส้นทางสายนาน้อย-ผาชู้ ย้อนรอยเดิมอีกครั้ง สมชายขับเลี้ยวขวาขึ้นถนนลาดยางมุ่งไปดอยผาชู้ป่าใหญ่ มีรถกระบะวิ่งสวนทางนานๆคันหนึ่ง ทุกอย่างเหมือนจะสงบนิ่ง รถวิ่งไปถึงบ้านใหม่ มีรถตำรวจคันหนึ่งวิ่งย้อนลงมา กระพริบไฟแล้วจอด ตำรวจระดับจ่าคนหนึ่งกระโดดลงมากวักมือเรียกให้หยุด สมชายจอดรถชิดขอบทางแล้วชะโงกหน้าถาม
“มีอะไรครับ”
“สารวัตรใหญ่ ขอให้พี่มณีไปพบที่ร้านอาหารพี่นึกในตลาดครับ ท่านรออยู่”
พูดเสร็จก็เดินไปขึ้นรถ มณีและคณะงง แต่ก็ขับรถตามไปด้วยดี
“เรื่องอะไรวะ!” มณีพึมพำเหมือนปรารภ ประเสริฐนิ่งเหมือนเคย สมชายปากเปราะพูดขึ้น
“ขอทางไม้เถื่อนละมั้ง ?”
รถตามกันไปจอดหน้าร้านพี่นึก หมวดหนุ่มในชุดแจ็กเก็ตสีดำเป็นเงา สะพายปืน M 16 ผลักประตูรถออกแล้วก้าวลงไปยืนเตรียมระวังหน้าร้าน ตำรวจน้อยๆอีกหลายคนทำตาม มณีผลักประตูรถออกแล้วเดินข้ามถนนไปยังร้านพี่นึก ภายในร้านมีเพียงแสงไฟจากหลอดนีออน 25 วัตต์ สารวัตรใหญ่นั่งไขว้ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม่มีพนักพิง มีโต๊ะไม้กลมๆวางแก้วเหล้าและอุปกรณ์พร้อมดื่ม
มณีเดินเข้าไปยกมือไหว้ด้วยความนอบน้อม
“สวัสดีครับพี่” แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ไร้พนักตรงข้ามสารวัตรใหญ่ สารวัตรใหญ่มองตามมณีทุกยิบตาแล้วพูดขึ้นว่า
“พี่ขอสองคัน จะมีปัญหาไหม?” สารวัตรใหญ่มองหน้าเขม็ง มณีสบตานิ่ง ขุมนรกเปิดออกมาแล้ว
“ไม้สารวัตรใหญ่นี่เอง” แล้วตอบ
“ถ้าเป็นไม้เถื่อนโดยเฉพาะไม้สักด้วยละก็ มีแน่ครับ” มณีตอบเรียบๆ แล้วมองสบตานิ่ง
“มณี พี่ขอ พี่ให้แฟนพี่ไปบอกมณีแล้ว แต่ไม่เจอก็เลยบอกไอ้สาให้แจ้งมณีทราบแล้วนี่”
สารวัตรใหญ่เอ่ยขึ้นด้วยเสียงค่อยๆพอได้ยินกันสองคน มณีสวนกลับตรงๆตามความจริง
“ผมไม่เห็นรู้เรื่องเลย” มณีตอบตามจริง
“แฟนพี่ก็บอกเหมือนกันว่าไม่เจอมณี แต่บอกฝากไอ้สามันแล้ว ไอ้นี่ใช้ไม่ได้ ไม่รายงานนายต่อ” สารวัตรเสียงเขียว
“ผมไม่ทราบเรื่องเลยครับพี่” มณีนึกในใจ หากบอกว่าสายแจ้งข่าวมาก็คงจะขัดขืนได้ยาก มณีตัดใจโบ้ยกลับด้วยเสียงเรียบสนิท แต่จริงจังหนักแน่น สบตาสารวัตรใหญ่นิ่ง
“เมื่อบ่ายแก่ๆ ก่อนผมต้องออกมาตรวจเส้นทางนี้ ทางสำนักงานป่าไม้เขตแพร่กำชับให้ผมออกมาตรวจเส้นทางไม้สักจะออกจากบ้านห้วยเลา ผมก็เลยไม่ได้กลับบ้านที่กรุงเทพครับพี่”
สารวัตรใหญ่ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มอีกพรวดเดียวเกลี้ยงแก้ว แล้ววางลงดังกึก
“ใช่ ! ไม้พี่เอง ขอเถอะมณี” สารวัตรใหญ่ยังพยายามขอร้อง
“เรื่องมันดังไปจนเจ้านายสั่งมา หากเล็ดรอดไปได้ผมก็จบชีวิตราชการคืนนี้แหละครับ” มณียกมือไหว้สารวัตรใหญ่อีกครั้งด้วยท่าทีนอบน้อม และกริ่งเกรงที่สุด สารวัตรใหญ่หน้าบึ้งขึ้นทันที
“เรื่องแค่นี้ พี่ขอไม่ได้ มันจะมีปัญหาอะไรฮึ” สารวัตรใหญ่เสียงเข้มพลางจ้องตามณีเขม็ง
“ผมขอร้องเถอะครับ อย่าขนลงมาเลย ถ้าลงมาผมก็ต้องจับครับพี่” มณีพูดเสร็จยกมือไหว้สารวัตรใหญ่ที่ไม่ยกมือรับไหว้ แต่จ้องตาเขม็ง มณีเดินจากมาโดยไม่เหลียวหลัง ตำรวจหลายคนถือปืน M16 ระวังกันหลายคน แต่มณีก้าวขึ้นรถแล้วสั่ง
“กลับไปที่เดิม เฝ้าตรงด่านบ้านใหม่” สมชายตีวงเลี้ยวกลับดังเอี๊ยด แล้วพุ่งทะยานไปยังตีนดอยผาชู้
รถไปจอดที่ด่านตรวจ อส.เก่า และรอๆๆ
“สารวัตรใหญ่เขามีปัญหาอะไรครับพี่” สมชายปากเปราะถามทันทีที่จอดรถเข้าที่
“คืนนี้เขาจะขนไม้สักลงดอยมาทางนี้ เขาว่าแฟนเขาไปแจ้งพี่แล้วไม่เจอเลยฝากบอกกับไอ้สา”
“ไอ้สา ๆ มานี่เร็ว” มณีเรียกเสียงดัง ไอ้สาวิ่งเข้ามายืนนิ่ง
“เมียสารวัตรใหญ่เขาไปหาพี่หรือ ?”
“ครับ เขาจะขนไม้สักท่อนไปส่งแพร่ครับ”
“แล้วทำไมไม่บอก” มณีซัก
“ผมลืมครับ” ไอ้สาตอบหน้าตาเฉย แล้วยิ้มเรี่ยราด
“ไอ้เวรเอ๋ย ! จะเป็นเรื่องรู้ไหม ?”
มณีเซ็ง นั่งนิ่งอยู่ในรถ เครียดกันไปหมด
“ตกลงสารวัตรใหญ่เขาจะขนไม้ลงมาจริงๆหรือครับ” ประเสริฐฟังอยู่นานถามขึ้น
“ใช่ ! สายก็มาบอกแล้ว พี่ก็ยังไม่แน่ใจเท่าไร แต่ก็กลุ้ม ไม่รู้ว่าใคร ก็เพิ่งรู้เมื่อกี้นี้แหละว่าเป็นไม้สารวัตรใหญ่ เฮ้อ! เฮ้ย! เสาเฮียฮงก็ทีแล้ว นี่จะเสาสารวัตรใหญ่อีก ตายอย่างเขียดละกูเอ๋ย “
“แล้วพี่ตอบสารวัตรใหญ่ว่ายังไงครับ” สมชายถามขึ้นบ้าง ทุกคนยืนรอฟังอยู่รอบๆ รถ
“ลงมาก็จับ”
อารมณ์ร้อนรุ่มชวนให้อากาศรอบตัวคืนนี้ร้อนระอุเป็นพิเศษ มณีเดินลงจากรถเข้าไปนั่งในศาลามุงหญ้าคาด่าน อส.เก่า เหงื่อกาฬไหลพราก สมชายจอดรถหันหัวออกไปทางนาน้อยพร้อมขึ้นขับกวดจับ ส่วนนั่งระวังอยู่จุดก่อนถึงด่าน รถตำรวจวิ่งกลับขึ้นไปบนดอยผาชู้อีกครั้ง
“รถกระบะโรงพักวิ่งขึ้นไปแล้ว อาจจะไปบอกยกเลิกการขนคืนนี้” สมชายพูดเหมือนปรารภ
“ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดี จะได้ไม่ต้องเผชิญหน้า”
มณีสวนเบาๆ ความเงียบคืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆ คืนนี้พระจันทร์ข้างแรมริบหรี่ ท้องฟ้าขะมุกขะมัวจนหาความสวยใสๆไม่เจอ เสียงไก่ป่าขานขันดังมาจากป่าตีนดอย บอกเวลาสองยามของคืนนี้ ทุกอย่างยังเงียบเหมือนเดิม แต่มณีหัวใจเต้นระส่ำ
ทันใดมีเสียงรถยนต์วิ่งเหมือนเร่งรีบมาก เสียงเบร็คช่วงเข้าโค้งลงดอยดังสนั่น เสียงกระแทกดังโครมคราม ผสมกับเสียงเครื่องยนต์ที่เร่งเหมือนฟรี เสียงโอดโอยดังขึ้นแว่วๆ มณีและคณะตกตลึงอยู่ชั่วขณะ แล้วก็กระโดดขึ้นรถวิ่งกลับขึ้นไปดูทางโค้งลงมาจากผาชู้ทันที
ภาพที่เห็นข้างหน้าคือรถกระบะตำรวจพลิกคว่ำลงร่องข้างถนนช่วงโค้งศาลาแปดเหลี่ยมที่กรมทางสร้างไว้พอดี จ่าคนขับรถคลานออกมาจากซากรถ ชาวบ้านที่นั่งกระบะท้ายกระเด็นกระดอนไปจากรถหมด ตำรวจอีกคนหนึ่งปีนออกจากหน้าต่างข้างซ้ายคนขับ มีชาวบ้านนอนนิ่งเหมือนสลบคนหนึ่งคาขอบไหล่ร่องน้ำ เลือดละเลงพื้นแดงเถือก
“อย่า! อย่าไปแตะต้อง เดี๋ยวมีปัญหา รอตำรวจเขาว่ากันดีกว่า ไปช่วยคนที่ไม่เป็นอะไรเถอะ” มณีร้องสั่ง ตำรวจคนหนึ่งวิทยุแจ้งโรงพัก
“เกิดอุบัติเหตุที่โค้งศาลาแปดเหลี่ยม ช่วยด้วย”
สักพักมีรถกระบะตำรวจอีกสองคันวิ่งมาช่วยบรรทุกคนบาดเจ็บขึ้นรถ แม้แต่คนที่นอนนองเลือดคาร่องอยู่ผลคือ “ตาย” เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย มณีสั่งให้สายตรวจกลับไปตั้งหลักที่จุดเดิม ตำรวจก็รู้จักกันทุกคนโดยเฉพาะคนขับรถสารวัตรใหญ่ และจ่าที่คลานออกมา
คืนนั้น มณีและคณะยังรอตรวจตราอยู่ที่ป้อมปราการเก่าแก่ รอและรอ ด้วยความวิตกกังวล
“นี่ขนาดยังไม่ได้จับ ก็ตายไปแล้ว 1 ศพ” สมชายเปรย
“กว่าจะสว่างคืนนี้ จะเกิดอะไรขึ้นอีกหนอ?” มณีภาวนาพึมพำ
(อ่านต่อตอน 2 สารวัตรใหญ่ขอร้อง)