พม่าไม่ไปไม่รู้
โดยเอื้อยนาง
ตอน 6. เธอคนนั้นที่ข้างหน้าต่างท่ามกลางฝนพรำ
ณ พระธาตุมุเตา
รุ่งอรุณ ณ ย่างกุ้ง แทนที่จะได้ไปเดินรับอรุณตามปกตินิสัยของตน กลับตื่นสายเพราะนอนดึกซะนี่ เลยได้มองฟ้าสวยผ่านกระตกหน้าต่าง ครั้นลงมาด้านล่างจัดการกับอาหารเช้าแล้วก็มีเวลานิดหน่อยแวบออกประตูข้างห้องอาหารไปดูสวนสวยริมน้ำ ก่อนถูกต้อนไปขึ้นรถมุ่งหน้าสู่พะโค หรือ หงสาวดี
ฟ้าลุ่มอิรวดี คืนนี้มีแต่ดาว ...
เสียงเพลงในอดีตดังแว่ว ตั้งแต่ได้ยินชื่อ หงสาวดี
หงสาวดี เมืองแห่งบุเรงนอง ผู้ลั่นกลองรบไปทั่วสิบทิศ ชื่อนี้จึงฝังแน่นในห้วงจินตนาการตลอดมา และนี่เรากำลังจะเดินทางสู่เมืองนั้น
ถนนจากย่างกุ้งสู่หงสาวดีทอดยาวผ่านผืนทุ่งข้าวเขียวขจี ลุ่มน้ำอิรวดีเบ่งบานอุดม
ด้วยพืชสำคัญชนิดนั้น กว้างใหญ่สุดสายตาแล ต้นข้าวยังไม่ออกรวงถ้าถึงตอนนั้นผืนทุ่งคงเป็นสีทองอร่ามฟ้าอิรวดี
ดอกอ้อสีเทานวลไหวพลิ้วล้อลมอยู่ริมคูนา เหมือนเป็นแส้อันอ่อนโยน จากเทพนัตองค์แห่งเมตตา คอยปัดเป่า ปลอบประโลมผืนแพต้นข้าว ให้เร่งเติบโตออกรวงผลิตน้ำนม ไปเลี้ยงชีวิตมวลมนุษยชาติผู้บริโภคข้าวเป็นอาหาร
กระท่อมชาวหนาคลุมด้วยหญ้าฟางหมอบอยู่กลางป่าข้าว มองเห็นลิบ ๆ กระจัดกระจายอยู่ไกล ๆ กัน เหล่าวัว ควาย ตัวอ้อน ๆ บ้างยืนเบิ่งมอง บ้างถูกต้อนให้เดินวิ่งไปตามความยาวของถนน
ฝนโรยสายลงมาอีกแล้ว หยดน้ำที่ข้างกระจก หน้าต่างกลิ้งตัววิ่งไล่กัน เป็นเส้นสาย ทิวข้าวคงยิ้มให้กับสายฝน แต่เหล่าผู้คนผู้เดินทางมาท่องเที่ยวกลับภาวนาให้ฟ้าหยุดพักการโปรยโรยหยาดฝนลงบ้างสักวันสองวันหน่อยเถิด
รถพาแวะใช้ห้องน้ำก่อนถึงหงสาวดี ซึ่งไม่ใช่บริการของปั๊มน้ำมันอย่างที่บ้านเรามี แต่เป็นร้านค้าเล็ก ๆ ขายสิ่งจำเป็นบรรเทาความหิวประเภทที่ขายตามร้านสะดวกซื้อบ้านเราทั่ว ๆ ไป แต่มีชื่อเป็นภาษาจีนเป็นส่วนมาก
คงเป็นจุดแวะพักที่ทำขึ้นเพื่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ เพราะเห็นมีส้วมไว้เป็นแถวยาว แม้ไม่หรูหราก็นับว่าสะอาดพอใช้ ต้องยกให้พม่าในเรื่องนี้ที่ให้ความสำคัญเรื่องความสะอาด
“พี่นางเห็นกองขยะของพม่าบ้างไหม”
จุ๋มตั้งคำถามแล้วเราก็สอดส่ายสายตาหาขยะเมืองพม่า
“ยังไม่เห็น ถ้าจุ๋มเห็นบอกพี่ด้วยนะ จะถ่ายรูปน่ะ”
เราสองคนช่วยกันแต่จนแล้วจนรอดจนกลับมาถึงบ้านนี่ก็ไม่ได้รูปขยะพม่าสักรูปเลย เราอาจเห็นถุงพลาสติกตกอยู่บ้างแต่นั่นไม่ใช่กองขยะแบบที่เราคุ้นเคย ออกจะผิดหวังอยู่ไม่น้อย
ม่านฝนหนาขึ้นอีกเมื่อรถเข้าสู่หงสาวดี เราก็คิดเอาว่าฟ้าท่านต้องการให้เราชุ่มฉ่ำ ขณะจะขึ้นไปไหว้พระธาตุมุเตาที่ศักดิ์สิทธิ์ เราต้องอาศัยร่มของหนุ่ม "นะโพควา" ที่คอยกางให้ทยอยกันลงจากรถเข้าไปสู่ซุ้มประตู สายฝนก็ไม่สามารถปิดกั้นใจศรัทธา ร่มหลายคันถูกเตรียมมาอย่างรู้สถานการณ์ หนุ่มหน้ายิ้มประจำรถ นะโพควา คอยส่งคอยรับอยู่หลายเที่ยว ผู้ที่ฉลาดอย่างจุ๋มซึ่งเคยเดินทางไปหลาย ๆ ประเทศ หลาย ๆ ฤดูกาลนั้นมีเสื้อกันฝนใส่สบายกว่าใคร
ดูสภาพทุกคนแล้วบอกได้เลยว่า ช่างใจสู้จริง ๆ รองเท้าก็ต้องถอด ขากางเกงก็ต้องพับขึ้น กระเป๋าก็ต้องหิ้ว หมวกก็ต้องถอดมาหอบ กระเป๋าก็ต้องหิ้ว หลายคนหอบกล้องอีก ดูรุงรังทุลักทุเล แต่ไม่ใครบ่นเลยสักคน มีแต่เตรียมเงินไว้ซื้อดอกไม้ไหว้พระกันด้วยความอิ่มใจ
ขณะเราแหวกสายฝนแบบหลบ ๆ รีบ ๆ ราวกับเม็ดฝนนั้นเป็นน้ำกรดน้ำต้องห้าม อย่าให้มา ตกต้องถูกกายาแม้เพียงหยาดหยดอยู่นั้น ที่ข้าง ๆ รถนั้นกลับมีใครบางคนยืนท้าทายหยาดฝน มินำพาความเปียกปอน แม้จะหนาวสั่นจนริมฝีปากซีดเซียวเป็นเขียวคล้ำ
เธอยืนปักหลักอยู่ข้างหน้าต่างรถ ยื่นแขนข้างหนึ่งออกมาแบมือขอมันนี่ อีกข้างโอบอุ้มกระเตงร่างเล็กผอมที่ซีดเซียวหนาวสั่นยิ่งกว่าไว้มั่นคง
เราก้มหน้าไม่อยากสบตาขณะยื่นเงินที่เปียกชื้น อันเป็นแบ๊งค์ตั้งใจจะซื้อดอกไม้ไปใส่มือซีด ๆ นั้น แล้วก้มหน้าจากไป
เห็นเธอคนนั้นยืนอยู่ที่นั่นตั้งแต่ลงจากรถไปไหว้พระธาตุกว่าชั่วโมงจนกลับมา เธอก็ยังยืนหยัดด้วยอาการเดิม แขนข้างหนึ่งยังคงยื่นออกมา อีกข้างยังคงโอบอุ้มร่างเล็ก ที่ต่างไปคือร่างบอบบางที่เธอโอบอุ้มไว้นั้นคออ่อนคอพับซบอยู่กับอ้อมอกเธอแล้วในตอนนี้
น้ำฝนที่รินไหลซะลงตรงกระจกหน้าต่างทำให้เห็นภาพร่างของเธอพร่ามัว
แต่ภาพพร่ามัวนั้นเป็นเพราะม่านฝนละหรือ ฉันไม่แน่ใจ ได้หลับตาลงปิดสวิทซ์สายตาจากภาพทั้งปวงที่ข้างหน้าต่าง