http://www.thongthailand.com
  สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 หน้าแรก  เว็บบอร์ด  บทความ  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  ข่าวสาร
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/03/2009
ปรับปรุง 25/01/2025
สถิติผู้เข้าชม14,649,664
Page Views17,007,047
« April 2025»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930   
ท่องเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก
ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และความเชื่อ
รีวิว ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ทและสปา
  foo&bed
ธรรมชาติ,สัตว์ป่าและพันธุ์พืช...มีคุณ(nature)
บทบรรณาธิการ สกู๊ฟพิเศษ และเรื่องเล่า
ข่าวสาร
http://www.thongthailand.com/index.php?mo=3&art=42365202
 

ชวนเที่ยวทำบุญจากวัดพระธาตุพลูแช่ถึงวัดภูมินทร์และวัดพระธาตุแช่แห้ง โดยมณี บันลือ -เขียนเรื่อง/ภาพ ธงชัย-นิวัตร เปาอินทร์

ชวนเที่ยวทำบุญจากวัดพระธาตุพลูแช่ถึงวัดภูมินทร์และวัดพระธาตุแช่แห้ง โดยมณี บันลือ -เขียนเรื่อง/ภาพ ธงชัย-นิวัตร เปาอินทร์

 

                                              ชวนเที่ยวทำบุญ

                        จากวัดพระธาตุพลูแช่ถึงวัดภูมินทร์และวัดพระธาตุแช่แห้ง

                                      โดย มณี บันลือ เขียนเรื่อง/ภาพ ธงชัย-นิวัตร เปาอินทร์

            ในอดีตเมื่อปีพ.ศ.2514 ผมไปทำงานราชการอยู่ที่อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน ที่หน่วยปรับปรุงต้นน้ำห้วยสามสบ อำเภอนาน้อย แห่งนี้แหละ  ถนนหนทางยังเป็นถนนราดฝุ่นสีแดงๆ  หนาเป็นคืบเลยเชียว เข้าออกแต่ละครั้งใช้รถบรรทุกขนาด 6 ตันเป็นพาหนะ  ชาวบ้านก็ปลูกกระต๊อบแบบเพิงหมาแหงนอยู่กันไปตามประสาคนทำงานในป่าดงดอย  งานหลักก็ปลูกป่ารักษาต้นน้ำ ไม่มีหน้าที่ตัดต้นไม้ครับ 

             ลำบากมากๆ ต้องทุบเถาวัลย์ชนิดหนึ่งเรียกว่าเครือไหล แล้วโยนลงไปในห้วย จะมีน้ำนมสีขาวแตกฟองออกมา ปลาเล็กปลาน้อยในน้ำจะเมาลอยหัวให้ผมจับไปทำกับข้าวกิน  ประทังชีวิตในป่าได้

            สภาพป่าไม้ในช่วงนั้นถือว่ายังอุดมสมบูรณ์มาก ป่าไม้ยังมีให้ตัดออกขายตามนโยบายของรัฐบาล ย้ายกลับไปทำงานจังหวัดอุตรดิตถ์ แล้วก็วนเวียนไปตามวิถีชีวิตข้าราชการ ช่วงนั้นสถานการณ์เมืองน่านคุกรุ่นด้วยกลิ่นควันปืนและคาวเลือด ข้าราชการที่ถูกย้ายไปรับราชการที่น่าน ถือกันว่าถูกหางเลข โดนทำโทษเสียมากกว่า เว้นแต่ทหารตำรวจตระเวณชายแดน เขามาทำงานตามหน้าที่ ผมเคยไปเจอบนวงรำวง พี่แกสะพายปืน M16 มาเต้นรำวง

            "พี่อย่าถือผมนะ ไม่รู้ผมจะตายวันไหน วันนี้ขอสนุกก่อนแล้วกัน" 

            แต่วันนี้ ใครไม่ได้ไปท่องเที่ยวเมืองน่าน เชยตายเลย ถนนหนทางสะดวกมากขึ้น สี่เลนแล้วจ้า  โรงแรม รีสอร์ท บังกาโล เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว  รัฐบาลประกาศแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น เช่นอุทยานแห่งชาติดอยภูคา อ.ปัว อุทยานแห่งชาติศรีน่าน อ.นาน้อย อุทยานแห่งชาติแม่จริม อ.แม่จริม อุทยานแห่งชาติขุนสถาน อ.นาน้อย ฯลฯ

             แม้กระทั่งบ้านพักกลางหุบเขาเช่นที่บ้านกิตตินันท์ อ.นาน้อยก็กลายเป็นแหล่งพักพิงได้เสียด้วย   คณะเที่ยวทำบุญของกลุ่มเพื่อนจาก กทม.ย่านเตาปูน บางโพ นนทบุรี ตลิ่งชัน ฯลฯ รวมตัวกันมาพักค้างอ้างแรมในป่า  วันนี้จึงขอนำเที่ยวทางศิลปะวัฒนธรรมผ่านวัด ก็ต้องถือว่าพาไปท่องแดนแผ่นดินธรรม เมืองน่านมีแหล่งท่องเที่ยวเป็นวัดเยอะมาก สวยซึ้ง และเป็นที่เคารพนับถือของชาวน่าน  แต่เนื่องจากคณะพรรคพักค้างที่นาน้อยจึงขอเริ่มต้นด้วยการพาไปไหว้ปูชนียสถานเก่าแก่ของชาวเมืองนาน้อย ได้แก่วัดพระธาตุพลูแช่ หมู่ที่ 4 บ้านบุ้ง ต.นาน้อย จ.น่าน อันเป็นเจดีย์เก่าแก่ สร้างอยู่บนดอยหัววัว

                                          พระธาตุพลูแช่ นาน้อย

              วัดพระธาตุพลูแช่ เป็นพุทธสถานประเภทเจดีย์ สร้างเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 22-23  ยุคประวัติศาสตร์ ศิลปะวัฒนธรรมเชียงแสน/ล้านนา  ก่อสร้างด้วยอิฐ บนฐานชุกชีสี่เหลี่ยม  ย่อมุมซับซ้อนหลายชั้น มีกำแพงแก้วเตี้ยๆล้อมรอบ  ใกล้กันเป็นโบสก์มหาอุตขนาดเล็กๆ พอเหมาะพอสมกับสภาพของวัดที่มีชุมชนรองรับไม่มากนัก  ตั้งอยู่ถนนเจ้าฟ้าระหว่างอำเภอนาน้อย-อำเภอนาหมื่นห่างจากตัวอำเภอนาน้อย 3 กม.ถนนราดยางอย่างดี ไปมาได้สะดวก

                               โฉมหน้าพี่น้องกลุ่มพี่สิรี..วัยโจ๋(สาวน้อย)ทั้งนั้น

               ต่อจากนั้น พวกเราได้เดินทางต่อไปยังจังหวัดน่าน เพื่อเยี่ยมชมและกราบไหว้พุทธสถานที่เป็นโบราณสถานซึ่งได้ชื่อว่าหนึ่งเดียวในล้านนา

            นั่นคือไปชมวัดภูมินทร์  ซึ่งเป็นวัดเดียวในจังหวัดน่านที่มีอุโบสถและวิหารเป็นหลังเดียวกัน  รูปลักษณ์เป็นแบบจตุรมุข กรมศิลปากรเคยกล่าวว่า น่าจะเป็นโบสก์หลังแรกทีสร้างทรงจตุรมุขของประเทศไทย อุโบสถหลังนี้ยังสร้างอยู่บนนาคราชสองตน   โดยนาคราชหันหัวไปทางทิศเหนือ ช่วงหนึ่งสะดุ้งเป็นช่องประตูให้เดินลอดผ่านได้  ลำตัวทาบทับด้วยอุโบสถ ส่วนหางนาคราชสดุ้งกลางแล้วมีซุ้มประตูให้เดินลอดได้เช่นกัน 

 พี่น้องร่วมท่องแดนแผ่นดินธรรมกลุ่มเสี่ยเกเสี่ยพงษ์

             เชื่อกันว่า ถ้าเดินวนสามรอบผ่านซุ้มนาคราช ท่านผู้นั้นจะได้กลับมาเยือนเมืองน่านอีก ผมเองเดินพาเพื่อนๆญาติๆวนไปหลายรอบ ทุกวันนี้ก็ต้องเวียนกลับมาจังหวัดน่านปีละอย่างน้อยก็ 2 ครั้ง

            เพื่อประชุมมูลนิธิเฮียะ เปาอินทร์เพื่อผู้สูงอายุ(บำนาญประชาชน) ในเดือนธันวาคม

            และ ประชุมมูลนิธิสมเพิ่ม กิตตินันท์เพื่อการศึกษาต่อเนื่องของเยาวชน(อนุบาล-ป.ตรี) ในเดือนมกราคม 

                  

ภาพนี้ก็ฝีมือนิวัตร เปาอินทร์

            ส่วนองค์อุโบสถจตุรมุข มีประตูสี่ทิศ คือทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ซุ้มประตูสร้างคล้ายมณฑปตกแต่งด้วยลายปูนปั้นแบบล้านนา และติดกระจกสีเป็นลายพุ่มใบเทศ

             พอเข้าไปด้านในจะเห็นพระประธานแปลกกว่าโบสก์อื่นๆทั่วประเทศ ด้วยว่าพระประธานพุทธศิลป์ปางมารวิชัย มีอยู่ 4 องค์ เหมือนหันหลังพิงกันอยู่  แต่ความจริงพิงเสากลาง ส่วนเสากลางนั้นเดิมน่าจะเป็นเสาที่ค้ำยันหลังคา  แต่ดูในวันนี้เหมือนว่าจะไม่ได้รับน้ำหนักอะไร รูปลักษณ์คล้ายศิลปะพม่าแถวๆพุกาม

   ภาพนี้ฝีมือนิวัตร เปาอินทร์

             ที่โด่งดังมากมิใช่แค่รูปลักษณ์แปลกแตกต่าง แล้วก็ไม่ใช่ว่าโบสก์วัดนี้เคยตีพิมพ์อยู่ในแบงค์บาทสมัยรัชกาลที่ 7  แต่โด่งดังมากกลับเป็นภาพเขียนสีที่ผนังภายในโบสก์ โดยเฉพาะภาพกระซิบรักของหนุ่มสาวชาวน่าน ที่เคยมีผู้สัณนิษฐานว่า เป็นรูปของศิลปินผู้เขียน ชื่อหนานบัวผัน ช่างเขียนชาวไทลื้อ  บางทีก็เรียกภาพนี้ว่า  ปู่ม่านญ่าม่าน 

      พระประธาน 4 องค์ จตุรพักตร์

             แต่ก็มีผู้พิเคราะห์เจาะลึกอีกว่า น่าจะไม่ใช่ศิลปินผู้เขียนภาพ ด้วยข้ออ้างว่า รูปเจ้าหนุ่มนั้นนุ่งกางเกงด้วยผ้าลุนตะยาอันเป็นลวดลายพม่า  มุ้นมวยผมไว้บนกระหม่อมแล้วโพกด้วยผ้าแบบพม่า พร้อมลายสักสีแดง เขาสัณนิษฐานกันว่าอาจจะเป็นชนชั้นสูงของชาวเมืองน่านเสียมากกว่า  ส่วนจะผิดถูกอย่างไรก็ไม่ว่ากัน แต่ภาพนี้โด่งดังคับประเทศทีเดียวเชียวครับ

             เป็นเอกลักษณ์ที่จดจำกันทั่วไปว่า เป็นภาพเขียนผนังโบสก์วัดภูมินทร์จังหวัดน่าน

        ช่วยทำให้เกิดความรู้เรื่องราวมากขึ้น เยี่ยมๆ                      ไม่งั้นจะรู้ไหมว่า นี่แหละโมนาลิซ่าเมืองน่าน

             วัดภูมินทร์สร้างสมัยพระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ หลังขึ้นครองราชย์เป็นเจ้าเมืองน่าน 6 ปี ราวๆปีพ.ศ.2139  ใช้ชื่อเดิมว่าวัดพรหมมินทร์ แต่ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลกลใดกลับเป็นวัดภูมินทร์ไปเสีย  ต่อมาในสมัยพระเจ้าอนันตวรฤทธิเดช  ได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ ในช่วงปีพ.ศ.2410  ทุกวันนี้วัดภูมินทร์ได้รับการบูรณะอยู่เสมอๆ แต่อย่างไรก็ตาม สภาพของภาพเขียนสีก็กำลังชำรุดเป็นจุดๆ อย่างยากที่จะประคับประคองเอาไว้ได้

             วันหนึ่งอาจไม่เหลือแม้ภาพหนุ่มกระซิบรักสาว

                                          มัคคุเทศน์น้อยกำลังเล่าเรื่อง

              พาพี่น้องมาเยือนครั้งนี้ มีมัคคุเทศน์น้อย 4-5 คน ผลัดเปลี่ยนกันอธิบายภาพเขียนสีสำคัญๆเช่น จุดหนุ่มกระซิบรักก็คนหนึ่ง จุดโมนาลิซ่าเมืองน่านก็คนหนึ่ง ต้องขอบอกกล่าวเลยนะว่า ดีเยี่ยมกระเทียมดองเลย พี่น้องของเราใจดีอยู่แล้ว เมื่อไปท่องเที่ยวแล้วรู้เรื่องราวด้วยก็เลยทิปกันใหญ่  เป็นการเสริมรายได้ให้กับนักเรียนที่เพียรจดจำและทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง 

                           

                                              หนุ่มกระซิบรักสาว ภาพดังวัดภูมินทร์

             ผมวนออกมาจากวัดภูมินทร์ก็เดินถ่ายรูปไปรอบๆ อยากได้ภาพเก็บไว้ด้วยว่าผมหลงรักเมืองน่านตลอดมา มาเจอร้านกาแฟบ้านคุณหลวง ก็เลยแวะเข้าไปดื่มเอสเปรสโซ่เสียแก้วหนึ่ง เพิ่มความกระฉับกระเฉงได้อีกหน่อย เจ้าของร้านเป็นหนุ่มน้อยสองคน น่ารักมาก

             หลังจากนั้นผมได้พากันไปเที่ยวที่วัดพระธาตุแช่แห้ง  วัดที่เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรีชนิดสามัญ  ตั้งอยู่ที่ตำบลม่วงตึ๊ด อำเภอภูเพียงแช่แห้ง จังหวัดน่าน เดิมทีเดียวพื้นที่ตรงที่สร้างพระธาตุแช่แห้งเป็นยอดเนินเตี้ยๆ  

              เมื่อราวๆปีพ.ศ.1891-1901 พระยาการเมือง เจ้าผู้ครองนครน่าน ได้รับพระบรมสารีริกธาตุจากกรุงสุโขทัย  จึงได้นำมาประดิษฐานไว้บนเจดีย์ศิลปะช่างสกุลน่าน  

                          

                                     ฝีมือถ่ายรูปของนิวัตร เปาอินทร์

             เจดีย์ทรงระฆัง สูง 55.50 เมตร ส่วนฐานสี่เหลี่ยมกว้างยาว 22.50 เมตร มีฐานชุกชีสี่เหลี่ยมรองรับ เป็นชั้นๆ ส่วนฐานทำเป็นฐานหน้ากระดานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ รองรับฐานบัวลูกแก้วย่อเก็จ ถัดขึ้นไปเป็นฐานหน้ากระดานสี่เหลี่ยมและแปดเหลี่ยม ซ้อนลดหลั่นกัน 3 ชั้น องค์ระฆังมีขนาดเล็ก บัลลังก์ทำเป็นแท่นสี่เหลี่ยมย่อเก็จ ฐานหน้ากระดาน กลม เป็นกระดานสี่เหลี่ยมและแปดเหลี่ยม และชั้นบัวคว่ำเหนือฐานแปดเหลี่ยม ตกแต่งคล้ายกลีบบัว หรือลายใบไม้ คล้ายศิลปะพม่า บุด้วยทองเหลืองลงรักปิดทองทั้งองค์ 

             พระธาตุแช่แห้งเป็นพระธาตุคู่ของคนเกิดปีเถาะ หรือปีกระต่าย บูชาแล้วจะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

                                        พระธาตุแช่แห้งแต่ละมุมมอง

             ภายในกำแพงแก้วยังมีวิหารหลวงขนาดใหญ่ 6 ห้องอยู่ทางทิศใต้ ห้องกลางมีขนาด 3 ห้อง และต่อชั้นลดออกไป ทางด้านหน้า 2 ห้องและด้านหลัง 1 ห้อง ดังนั้นหากดูจากภายนอก จะมองเห็นเป็นอาคาร ขนาดใหญ่ หลังคาลาดต่ำลงมาเป็นชั้นซ้อน ด้านละ 3 ชั้น และมีชั้นลดด้านหน้า 2 ชั้น ด้านหลัง 1 ชั้น มีประตูทางด้านหน้า และด้านข้างตรงกลาง มีสิงห์คู่หน้าประตูทางเข้า  พระประธานองค์โตศิลปะสกุลช่างน่าน ปางมารวิชัยสมาธิเพชร

                                       

                                          พระประธานในวิหารหลวง                              

             ทิศเหนือมีหลวงพ่อทันใจประดิษฐานอยู่ในศาลาโปร่งโล่งทรงจตุรมุข เป็นที่สักการะขอพรด่วนๆได้อย่างฉมังนัก  ทุกวันนี้ แม้จะมิใช่คนเกิดปีเถาะ  แต่ก็มีคนที่เกิดสารพัดปีมากราบไหว้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตกันคับคั่ง  มีมุมที่นิยมถ่ายภาพพระธาตุอยู่ทางทิศตะตกเฉียงใต้ ถ่ายได้รูปพระเจดีย์และเชิงหลังคาวิหารหลวง สวยงามและยิ่งใหญ่มากๆ โดยเฉพาะเมื่อถ่ายในช่วงเวลาตอนบ่ายๆ โดยการถ่ายภาพตามแสง วันอากาศปลอดโปร่งจะได้สีท้องฟ้าสวยงามมาก

                        

                                      โครงซุ้มพิธีสู่ขวัญหลวงงานใหญ่ของวัด

             นอกกำแพงแก้วออกไปทางทิศเหนือ เป็นศาลของพระเจ้าขาก่าน และใกล้ๆกันเป็นวิหารพระนอนตะแคงเบื้องขวา  ด้านหน้าทางเข้าเป็นนาคคู่บันได้ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่ด้วยความไม่รู้คุณค่าของศิลปะของคนเก่าคนแก่ ก็เลยถมขั้นบันไดด้วยดินจนกลายเป็นสนามหญ่ไปเสียได้  ทั้งๆที่นี่คือบันไดนาคที่ใหญ่ที่สุดในโลกแท้ๆเทียว เห็นเสาสามเส้าอันเป็นโครงของการทำพิธีสู่ขวัญครั้งยิ่งใหญ่   ที่จะจัดขึ้นเพื่อให้พุทธศาสนิกชนที่ศรัทธาได้มาร่วมพิธีสู่ขวัญพร้อมๆกัน

                                           พระธาตุหน้าวัดพระธาตุแช่แห้ง

              หน้าวัดพระธาตุแช่แห้งมีเจดีย์ทรงเดียวกับเจดีย์ที่พระธาตุดอยกองมู น่าจะเป็นศิลปะของชาวไทยใหญ่ เพียงแต่ว่า ที่ตั้งอยู่ต่ำและไม่ได้บูชากันอย่างจริงจัง ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ให้ความสำคัญกับพระเจดีย์องค์นี้กันนัก แต่สำหรับผมแล้วกลับมองเห็นว่า น่าจะเป็นเจดีย์ที่สื่อถึงรากเหง้าของชาวน่านอยู่ด้วย  อย่างไรก็ดี ถ้ามีผู้รู้ก็คงจะได้รู้มากขึ้นกว่านี้ครับ                          

             การท่องแดนแผ่นดินธรรมนำพี่น้องพวกพ้องมาเที่ยวคราวนี้ ได้ผลเกินคาดหมาย เพราะว่าพี่น้องร่วมทางของเราหลายคนทีเดียวยังไม่เคยมากราบไหว้เลย บางคนนำสิ่งของที่รับฝากมาบูชาพระธาตุแช่แห้งอีกด้วย  จึงเป็นการนำเที่ยวที่มีคุณค่าควรแก่การกล่าวถึง  อีกทั้งยังได้แผ่ส่วนกุศลผลบุญให้กับพี่น้องพ้องเพื่อนที่อยู่กรุงเทพ แต่ติดภาระกิจก็เลยชวดไม่ได้มาด้วย ขอให้มั่งมีศรีสุขและสถาพรด้วยจตุรพิตรพรชัยนานาประการเทอญ  

              (ขอขอบคุณ www.watkadarin.comที่ให้ความรู้บางประการ)

 

                           

 

 

 

Tags : พระธาตุแช่แห้ง พระธาตุพลูแช่ วัดภูมินทร์ ท่องแดนแผ่นดินธรรม จ.น่าน

 
 หน้าแรก  บทความ  ข่าวสาร  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  เว็บบอร์ด

อัตราค่าโฆษณา    

แบบเนอร์ กลางหน้า.  ขนาด 800 x 400-600 พิกเซล เห็นหน้าแรก  5,000 บาท/เดือน

แบนเนอร์ เหนือโลโก้เว็บไซต์ ขนาด 1000 x 80 พิกเซล เห็นทุกหน้า 4,000 บาท/เดือน

 แบนเนอร์ ซ้าย  ขนาด 240 x 120-160 พิกเซล เห็นทุกหน้า 3,000 บาท/เดือน

ทำข่าวแถลง รีวิวโรงแรมและร้านอาหาร  เขียนสารคดี เชิญได้โดยตรงที่ โทร.081-9416364

ติดต่อ 135 ม.12 ต.กำแพงแสน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม 73140

 
view