พม่าไม่ไปไม่รู้ ๑๐
บนบ่าไหล่ ที่ไหล่เขา สู่พระธาตุอินทร์แขวน
โดย เอื้อยนาง เรื่อง-ภาพ
แท้จริงแล้วมนุษย์เราก็คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แม้เราจะได้ผันแปรสิ่งแวดล้อมรอบกายในชีวิตประจำวันให้หลีกหนีห่างไกล ไปจากธรรมชาติ เอาชนะธรรมชาติ ด้วยพลังสมองที่เต็มไปด้วยรอยหยัก ๆ สร้างอำนาจ จิกใช้ธรรมชาติอย่างมิลืมหูลืมตา แล้วเหวี่ยงทิ้งอย่างทระนง
แต่มนุษย์ก็ไม่เคยเอาชนะธรรมชาติแห่งจิตใจของตนเองไปได้เลย เราจึงยังคงลุ่มหลง ติดบ่วงแห่งอำนาจทางจิตของตนไม่เคยจบสิ้น

การแสวงหาสัจธรรม การเดินทางมุ่งสู่สถานธรรม ซึ่งบางครั้งก็คือธรรมชาติ เพื่อชำระจิตใจจึงมีอยู่สืบเนื่องเป็นระลอกคลื่น ไม่เคยหยุดนิ่ง แม้ต้องบุกบั่น ฝ่าฟันก็ยังต้องฟันฝ่า ด้วยศรัทธา ฝันใฝ่ จะไปให้ถึงแก่นแท้ของสัจธรรม
ดังเช่นพระธาตุอินทร์แขวนที่แขวนอยู่บนปลายฟ้าข้างหน้าเราขณะนี้ แม้จะต้องทุกข์ทรมานด้วยเส้นทางกันดารท่ามกลางพงไพรในโขดเขา เราก็ต้องฟันฝ่าด้วยศรัทธาและใฝ่ฝันว่าจุดมุ่งหมายนั้นจะปลดเปลื้องทุกข์จากการครอบงำแห่งอำนาจจิตเรา

พลังทั้งสามที่คุณคิ๊กว่าคือ พลังกาย พลังใจ และพลังทรัพย์ต้องสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวช่วยอุ้มชูกันและกันไว้
พลังกายนั้นเรายอมแพ้ไปแล้ว จึงใช้พลังทรัพย์เพื่อยกตัวเราให้ขึ้นนั่งบนเสลี่ยงมีคนหามปีนไต่ขึ้นสู่ยอดเขาที่ตั้งแห่งพระธาตุที่ได้ชื่อว่า พระอินทร์ทรงนำมาแขวนไว้ให้ไปบูชาสักการ
ส่วนพลังใจก็อาศัยสองพลังนั้นอุ้มชูประคับประคองไว้ดั่งแก้วในหิน

สายฝนบางเบาถูกลมภูเขาพัดเป่าและหอบหายไป คงไว้แต่ม่านหมอกปกคลุมครึ้มมัว มองเห็นเส้นทางสีดำคดเคี้ยวเหมือนงูเลื้อยมุดหายไปในม่านหมอก บางครั้งคล้ายมันทอดตัวยาวตรงลิ่วแล้ววับหายไปในหุบเขาและม่านหมอกที่ขาวโพลนอยู่ข้างหน้า ครั้นเข้าไปใกล้เกือบสุดทางจึงรู้ว่าเส้นทางหักงอเลาะเลียบริมผาชัน หากพากันเดินตรงไปก็คงละลิ่วลงสู่หุบห้วย พงไพร ที่ลดหลั่นอยู่เบื้องล่างแน่
เสียงนกและไก่ป่าดังแว่วมาเหมือนเป็นเสียงทักทาย ต้อนรับ จากไพรพนา รับกับเสียงรีดหริ่งเรไรที่บรรเลงเพลงเป็นจังหวะพ้องกับเสียงย่ำเท้าหนัก ๆ ของผู้แบกลำไม้ไผ่กลม ๆ ไว้บนบ่า พลังขาทั้งแปดทำให้เกิดเสียงตึก ๆ ....เติบ ๆ ....ขณะเรามองดูเท้าทั้งสองของตัวเองที่เหยียดยื่นอยู่ระดับบ่าของสองคนข้างหน้า คนหนึ่งที่ด้านซ้ายเป็นเด็กหนุ่มวัยมัธยมปลาย กับอีกคนเป็นผู้ใหญ่บึกบึนกว่า ส่วนอีกสองคนข้างหลังอยู่ในวัยกลางคน

เส้นทางเดินวกวนสูงขึ้นเรื่อย ๆ สองข้างทางนอกจากยอดไม้ที่ชูยอดขึ้นมาจาหุบเบื้องล่างยังมีบางช่วงมองเห็นหลังคาอาคารบ้านพักคนเดินทางประเภทรีสอร์ท และโมเต็ลซ่อนตัวกลมกลืนอยู่ในแนวไม้ บางช่วงที่เป็นพลาญหินกว้างหน่อยจะมีบ้านเรือนผู้คนหลังเล็ก ๆ รูปทรงคล้ายกล่องตั้งหมิ่นเหม่อยู่ริมผาชันดูเงียบเหงาและวังเวง บางหลังเห็นมีแสงไฟราง ๆ และมีเสาโทรทัศน์โผล่พ้นหลังคาขึ้นมาให้เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่หน้าจอ บ้านบางหลังเห็นสาวพม่าโผล่หน้าที่มีแป้งทานากะ(thanaka)
แต้มเป็นวง ๆ ออกมา ดูสวยแปลก
“เธอคงกำลังคอยใครสักคน อาจเป็นชายหนุ่มคนใดคนหนึ่งที่แบกเสลี่ยงขึ้นภูอยู่กระมัง”
แสงสุดท้ายของวันกำลังหดหายไป เสลี่ยงแบกคุณติ๊กที่นำหน้าเห็นลิบ ๆ แล้วลับหายเหมือนดวงตะวัน โลกรอบตัวดูช่างวังเวง ได้ยินแต่เสียงลมหายใจของเจ้าของบ่าทั้งสี่คนผสานกับเสียงย่ำเท้าเป็นจังหวะ ๆ พาลดเลี้ยวสู่ที่มืดมิด
หยุด ... เจ้าหนุ่มมัธยมคนข้างหน้ายกมือ แล้วพูดอะไรตึงตังฟังไม่ออก แต่ก็ทำให้คนอื่น ๆ หยุดเดินและวางเสลี่ยงลง
“มีอะไรเหรอ” ฉันถามเสียงสั่นรัว แต่ไม่มีใครตอบเพราะฟังกันไม่รู้เรื่อง
“What ‘ s happen?”
“เป็นหยังเกาะ”

ฉันคิดถึงภาษาที่สองที่สามแต่ยังไม่ได้คำตอบ เห็นแต่เจ้าหนุ่มมัธยมใช้มือเป็นสัญญาณบอกอีกสามคนว่าเขาจะใช้บ่าอีกข้างแบกแทนข้างแรกที่บวมแดงจนเห็นชัดในความสลัวราง
หนึ่ง ส้อง ส้าม...ตัวเสลี่ยงยกฉันลอยขึ้นอีกครั้ง ไม้ไผ่ลำกลม ๆ บดขยี้บนบ่าเปลือยเปล่าเพิ่งสังเกตเห็นจึงพึมพำบอกพวกเขาอย่างสำนึกผิดทั้ง ๆ ฟังกันไม่รู้เรื่องว่า “มาคราวหน้าจะหาผ้าขนหนูผืนเล็ก ๆ ติดมาด้วยสักสี่ผืน”
หยุด...
อีกแล้ว คราวนี้ใช่เพียงเจ้าหนุ่มมัธยมเท่านั้นที่ส่งเสียงบ่น แต่คนอื่น ๆ ก็รุมด่าเขาด้วย ดูเหมือนคนที่หามเสลี่ยงข้างหลังบางคนจะเป็นพ่อ หรือญาติของเขา บังคับเขามาทำงานนี้ทั้ง ๆ เขายังสู้แรงไม่ไหว

ฟึด... เมื่อถูกรุมสั่งสอนเขาก็หันมาถลึงตาใส่ฉันราวกับว่าฉันเป็นตัวการกระนั้น ฉันกำลังจะก้าวขาลงเดิน ฉันบอกว่าฉันเดินเองได้ แต่ขายังไม่แตะฟื้นด้วยซ้ำเจ้าสองคนข้างหลังก็ส่งเสียงล้งเล้งทำท่าจะมาจับเหวี่ยงกลับ ฉันเลยหดขาเข้าโดยอัตโนมัติ
หนึ่ง ส้อง ส้าม...ออกเดินอีกครั้งคราวนี้เสลี่ยงเหวี่ยงโยนไม่เป็นจังหวะเพราะเจ้าหนุ่มมัธยมแผลงฤทธิ์ เสียงดุ เสียงบ่น ปน ๆ กับปลอบโยนดังอยู่เป็นระยะ ๆ ทำเอาใจฉันตุ้ม ๆ ต้อม ๆ เหลียวมองรอบกายมีแต่ความมืดครึ้ม ฉันกอดกระเป๋าแน่นเตรียมตัววิ่งเต็มที่หากเกิดอะไรขึ้น ภาวนาขอให้มีเสลี่ยงอื่น ๆ ตามมาทัน หรือไม่ก็ขอให้คุณติ๊กข้างหน้านึกได้แล้วหยุดคอย แต่ไม่เป็นผลทั้งข้างหน้าข้างหลังยังคงมีแต่ความว่างเปล่า ความกลัวจึงเข้าจับขั้วหัวใจ หนาวสั่น เย็นเยียบไปทั้งร่าง
นี่เราเป็นใครหนอ
และมาทำไมในที่เปล่าเปลี่ยวไร้ผู้คนเช่นนี้
เมื่อวานยังเดินแหวกฝูงชน ในห้างใหญ่ใจกลางกรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์อยู่แท้ ๆ เหมือนชั่วกระพริบตาก็มาปรากฏในดินแดนแห่งโขดเขาลำเนาไพรไร้ผู้คน ไม่มีแสงไฟสว่างไสว ไม่การจราจรคับคั่ง ไม่มีทางด่วน และสะพานลอยมีแต่สี่คนแบกคานหามดูน่าครั่นคร้าม ขาแข็งแรง มือแข็งแกร่งนั้นคงกลายเป็นคีมเหล็กบีบคอฉันได้หากเขาคิดไม่ซื่อ
ใจคนนั้นใครเล่าจะหยั่งถึง
คิดแล้วฉันก็กอดกระเป๋าแน่นเหมือนหวงแหนเสียเต็มประดา คล้ายดั่งชีวิตของฉันได้ปลดออกและบรรจุไว้แล้วในกระเป๋าผ้าในนั้น

ที่จริงกระเป๋าเป็นสิ่งเดียวที่ฉันยึดไว้เป็นเพื่อนในตอนนั้น กอดไว้มั่นแล้วค่อยบรรเทาความรู้สึกหวาดหวั่นลงได้บ้าง ฉันคิดว่าถ้าสี่คนนี้เล่นไม่ซื่อ สิ่งเดียวที่เขาต้องการก็ต้องเป็นกระเป๋าใบนี้
มันเป็นกระเป๋าใบใหม่ฉันเพิ่งซื้อมาหลังจากใบเก่าถูกฉุดเอาไปต่อหน้าต่อตาในห้างใหญ่ท่ามกลางฝูงชนใจกลางกรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ ฉันจำได้ดีถึงความรู้สึกตอนนั้น ฉันวิ่ง ร้อง ตะโกน ขอความช่วยเหลือในท่ามกลางฝูงชนที่ยืนดูอยู่เงียบ ๆ ฝูงชนเหล่านั้นดูคล้ายมดปลดปลวก ไร้จิตวิญญาณต่างพากันก้มหน้าไม่มีใครอยากเข้ามาเป็นพยานแห่งความยุ่งยากในครานั้น
“พี่นาง มาแล้ว”
“มาครบกันแล้วใช่ไหมครับ”
เสียงจุ๋มและเสียงคุณติ๊กตะโกนมา ปลุกให้หัวใจฉันวุ่นวาบขึ้นมาขณะเจ้าหนุ่มมัธยมทิ้งตัวลงนั่งสิ้นเรี่ยวสิ้นแรง ฉันยิ้มให้เขาแล้วยื่นเงินทิปให้มากกว่าที่คุณปุ๋ยเคยกำชับไว้ พลางบอกเขาว่า
“มาคราวหน้าจะซื้อผ้าขนหนูมาให้รองบ่าไหล่นะ”
เขายิ้มทั้ง ๆ ฟังไม่เข้าใจ
๐๐๐๐๐


หน้าแรก
เว็บบอร์ด
บทความ
รวมรูปภาพ
ติดต่อเรา
ข่าวสาร

