http://www.thongthailand.com
  สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 หน้าแรก  เว็บบอร์ด  บทความ  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  ข่าวสาร
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/03/2009
ปรับปรุง 04/06/2025
สถิติผู้เข้าชม15,355,276
Page Views17,933,190
« October 2026»
SMTWTFS
    123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
ท่องเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก
ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และความเชื่อ
รีวิว ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ทและสปา
  foo&bed
ธรรมชาติ,สัตว์ป่าและพันธุ์พืช...มีคุณ(nature)
บทบรรณาธิการ สกู๊ฟพิเศษ และเรื่องเล่า
ข่าวสาร
http://www.thongthailand.com/index.php?mo=3&art=42365202
 

พม่าไม่ไปไม่รู้ 10 บนบ่าไหล่ ที่ไหล่เขา สู่พระธาตุอินทร์แขวน โดยเอื้อยนาง เรื่อง-ภาพ

พม่าไม่ไปไม่รู้ 10 บนบ่าไหล่ ที่ไหล่เขา  สู่พระธาตุอินทร์แขวน โดยเอื้อยนาง เรื่อง-ภาพ

พม่าไม่ไปไม่รู้ ๑๐ 

            บนบ่าไหล่ ที่ไหล่เขา  สู่พระธาตุอินทร์แขวน

โดย เอื้อยนาง เรื่อง-ภาพ 

              แท้จริงแล้วมนุษย์เราก็คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ  แม้เราจะได้ผันแปรสิ่งแวดล้อมรอบกายในชีวิตประจำวันให้หลีกหนีห่างไกล  ไปจากธรรมชาติ  เอาชนะธรรมชาติ  ด้วยพลังสมองที่เต็มไปด้วยรอยหยัก ๆ  สร้างอำนาจ  จิกใช้ธรรมชาติอย่างมิลืมหูลืมตา  แล้วเหวี่ยงทิ้งอย่างทระนง

            แต่มนุษย์ก็ไม่เคยเอาชนะธรรมชาติแห่งจิตใจของตนเองไปได้เลย  เราจึงยังคงลุ่มหลง  ติดบ่วงแห่งอำนาจทางจิตของตนไม่เคยจบสิ้น

 

            การแสวงหาสัจธรรม  การเดินทางมุ่งสู่สถานธรรม  ซึ่งบางครั้งก็คือธรรมชาติ  เพื่อชำระจิตใจจึงมีอยู่สืบเนื่องเป็นระลอกคลื่น  ไม่เคยหยุดนิ่ง  แม้ต้องบุกบั่น ฝ่าฟันก็ยังต้องฟันฝ่า  ด้วยศรัทธา ฝันใฝ่ จะไปให้ถึงแก่นแท้ของสัจธรรม

            ดังเช่นพระธาตุอินทร์แขวนที่แขวนอยู่บนปลายฟ้าข้างหน้าเราขณะนี้  แม้จะต้องทุกข์ทรมานด้วยเส้นทางกันดารท่ามกลางพงไพรในโขดเขา   เราก็ต้องฟันฝ่าด้วยศรัทธาและใฝ่ฝันว่าจุดมุ่งหมายนั้นจะปลดเปลื้องทุกข์จากการครอบงำแห่งอำนาจจิตเรา

            พลังทั้งสามที่คุณคิ๊กว่าคือ พลังกาย พลังใจ และพลังทรัพย์ต้องสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวช่วยอุ้มชูกันและกันไว้

            พลังกายนั้นเรายอมแพ้ไปแล้ว  จึงใช้พลังทรัพย์เพื่อยกตัวเราให้ขึ้นนั่งบนเสลี่ยงมีคนหามปีนไต่ขึ้นสู่ยอดเขาที่ตั้งแห่งพระธาตุที่ได้ชื่อว่า  พระอินทร์ทรงนำมาแขวนไว้ให้ไปบูชาสักการ

            ส่วนพลังใจก็อาศัยสองพลังนั้นอุ้มชูประคับประคองไว้ดั่งแก้วในหิน

            สายฝนบางเบาถูกลมภูเขาพัดเป่าและหอบหายไป  คงไว้แต่ม่านหมอกปกคลุมครึ้มมัว  มองเห็นเส้นทางสีดำคดเคี้ยวเหมือนงูเลื้อยมุดหายไปในม่านหมอก  บางครั้งคล้ายมันทอดตัวยาวตรงลิ่วแล้ววับหายไปในหุบเขาและม่านหมอกที่ขาวโพลนอยู่ข้างหน้า  ครั้นเข้าไปใกล้เกือบสุดทางจึงรู้ว่าเส้นทางหักงอเลาะเลียบริมผาชัน  หากพากันเดินตรงไปก็คงละลิ่วลงสู่หุบห้วย พงไพร ที่ลดหลั่นอยู่เบื้องล่างแน่

            เสียงนกและไก่ป่าดังแว่วมาเหมือนเป็นเสียงทักทาย ต้อนรับ จากไพรพนา  รับกับเสียงรีดหริ่งเรไรที่บรรเลงเพลงเป็นจังหวะพ้องกับเสียงย่ำเท้าหนัก ๆ ของผู้แบกลำไม้ไผ่กลม ๆ ไว้บนบ่า พลังขาทั้งแปดทำให้เกิดเสียงตึก ๆ ....เติบ ๆ ....ขณะเรามองดูเท้าทั้งสองของตัวเองที่เหยียดยื่นอยู่ระดับบ่าของสองคนข้างหน้า  คนหนึ่งที่ด้านซ้ายเป็นเด็กหนุ่มวัยมัธยมปลาย  กับอีกคนเป็นผู้ใหญ่บึกบึนกว่า  ส่วนอีกสองคนข้างหลังอยู่ในวัยกลางคน 

            เส้นทางเดินวกวนสูงขึ้นเรื่อย ๆ สองข้างทางนอกจากยอดไม้ที่ชูยอดขึ้นมาจาหุบเบื้องล่างยังมีบางช่วงมองเห็นหลังคาอาคารบ้านพักคนเดินทางประเภทรีสอร์ท และโมเต็ลซ่อนตัวกลมกลืนอยู่ในแนวไม้  บางช่วงที่เป็นพลาญหินกว้างหน่อยจะมีบ้านเรือนผู้คนหลังเล็ก ๆ รูปทรงคล้ายกล่องตั้งหมิ่นเหม่อยู่ริมผาชันดูเงียบเหงาและวังเวง  บางหลังเห็นมีแสงไฟราง ๆ และมีเสาโทรทัศน์โผล่พ้นหลังคาขึ้นมาให้เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่หน้าจอ  บ้านบางหลังเห็นสาวพม่าโผล่หน้าที่มีแป้งทานากะ(thanaka)

แต้มเป็นวง ๆ ออกมา  ดูสวยแปลก

            “เธอคงกำลังคอยใครสักคน  อาจเป็นชายหนุ่มคนใดคนหนึ่งที่แบกเสลี่ยงขึ้นภูอยู่กระมัง”

            แสงสุดท้ายของวันกำลังหดหายไป  เสลี่ยงแบกคุณติ๊กที่นำหน้าเห็นลิบ ๆ แล้วลับหายเหมือนดวงตะวัน  โลกรอบตัวดูช่างวังเวง  ได้ยินแต่เสียงลมหายใจของเจ้าของบ่าทั้งสี่คนผสานกับเสียงย่ำเท้าเป็นจังหวะ ๆ พาลดเลี้ยวสู่ที่มืดมิด

            หยุด ...  เจ้าหนุ่มมัธยมคนข้างหน้ายกมือ  แล้วพูดอะไรตึงตังฟังไม่ออก  แต่ก็ทำให้คนอื่น ๆ หยุดเดินและวางเสลี่ยงลง

            “มีอะไรเหรอ”  ฉันถามเสียงสั่นรัว  แต่ไม่มีใครตอบเพราะฟังกันไม่รู้เรื่อง

            “What ‘ s happen?”

            “เป็นหยังเกาะ”

            ฉันคิดถึงภาษาที่สองที่สามแต่ยังไม่ได้คำตอบ  เห็นแต่เจ้าหนุ่มมัธยมใช้มือเป็นสัญญาณบอกอีกสามคนว่าเขาจะใช้บ่าอีกข้างแบกแทนข้างแรกที่บวมแดงจนเห็นชัดในความสลัวราง

            หนึ่ง  ส้อง  ส้าม...ตัวเสลี่ยงยกฉันลอยขึ้นอีกครั้ง  ไม้ไผ่ลำกลม ๆ บดขยี้บนบ่าเปลือยเปล่าเพิ่งสังเกตเห็นจึงพึมพำบอกพวกเขาอย่างสำนึกผิดทั้ง ๆ ฟังกันไม่รู้เรื่องว่า  “มาคราวหน้าจะหาผ้าขนหนูผืนเล็ก ๆ ติดมาด้วยสักสี่ผืน”

            หยุด...

            อีกแล้ว  คราวนี้ใช่เพียงเจ้าหนุ่มมัธยมเท่านั้นที่ส่งเสียงบ่น  แต่คนอื่น ๆ ก็รุมด่าเขาด้วย  ดูเหมือนคนที่หามเสลี่ยงข้างหลังบางคนจะเป็นพ่อ หรือญาติของเขา  บังคับเขามาทำงานนี้ทั้ง ๆ เขายังสู้แรงไม่ไหว

            ฟึด... เมื่อถูกรุมสั่งสอนเขาก็หันมาถลึงตาใส่ฉันราวกับว่าฉันเป็นตัวการกระนั้น  ฉันกำลังจะก้าวขาลงเดิน  ฉันบอกว่าฉันเดินเองได้  แต่ขายังไม่แตะฟื้นด้วยซ้ำเจ้าสองคนข้างหลังก็ส่งเสียงล้งเล้งทำท่าจะมาจับเหวี่ยงกลับ  ฉันเลยหดขาเข้าโดยอัตโนมัติ

            หนึ่ง  ส้อง  ส้าม...ออกเดินอีกครั้งคราวนี้เสลี่ยงเหวี่ยงโยนไม่เป็นจังหวะเพราะเจ้าหนุ่มมัธยมแผลงฤทธิ์  เสียงดุ  เสียงบ่น ปน ๆ กับปลอบโยนดังอยู่เป็นระยะ ๆ ทำเอาใจฉันตุ้ม ๆ ต้อม ๆ เหลียวมองรอบกายมีแต่ความมืดครึ้ม  ฉันกอดกระเป๋าแน่นเตรียมตัววิ่งเต็มที่หากเกิดอะไรขึ้น  ภาวนาขอให้มีเสลี่ยงอื่น ๆ ตามมาทัน  หรือไม่ก็ขอให้คุณติ๊กข้างหน้านึกได้แล้วหยุดคอย  แต่ไม่เป็นผลทั้งข้างหน้าข้างหลังยังคงมีแต่ความว่างเปล่า  ความกลัวจึงเข้าจับขั้วหัวใจ  หนาวสั่น  เย็นเยียบไปทั้งร่าง

            นี่เราเป็นใครหนอ

            และมาทำไมในที่เปล่าเปลี่ยวไร้ผู้คนเช่นนี้ 

            เมื่อวานยังเดินแหวกฝูงชน     ในห้างใหญ่ใจกลางกรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์อยู่แท้ ๆ  เหมือนชั่วกระพริบตาก็มาปรากฏในดินแดนแห่งโขดเขาลำเนาไพรไร้ผู้คน  ไม่มีแสงไฟสว่างไสว  ไม่การจราจรคับคั่ง  ไม่มีทางด่วน  และสะพานลอยมีแต่สี่คนแบกคานหามดูน่าครั่นคร้าม  ขาแข็งแรง  มือแข็งแกร่งนั้นคงกลายเป็นคีมเหล็กบีบคอฉันได้หากเขาคิดไม่ซื่อ

            ใจคนนั้นใครเล่าจะหยั่งถึง  

            คิดแล้วฉันก็กอดกระเป๋าแน่นเหมือนหวงแหนเสียเต็มประดา  คล้ายดั่งชีวิตของฉันได้ปลดออกและบรรจุไว้แล้วในกระเป๋าผ้าในนั้น

            ที่จริงกระเป๋าเป็นสิ่งเดียวที่ฉันยึดไว้เป็นเพื่อนในตอนนั้น  กอดไว้มั่นแล้วค่อยบรรเทาความรู้สึกหวาดหวั่นลงได้บ้าง  ฉันคิดว่าถ้าสี่คนนี้เล่นไม่ซื่อ  สิ่งเดียวที่เขาต้องการก็ต้องเป็นกระเป๋าใบนี้

            มันเป็นกระเป๋าใบใหม่ฉันเพิ่งซื้อมาหลังจากใบเก่าถูกฉุดเอาไปต่อหน้าต่อตาในห้างใหญ่ท่ามกลางฝูงชนใจกลางกรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์  ฉันจำได้ดีถึงความรู้สึกตอนนั้น  ฉันวิ่ง  ร้อง  ตะโกน ขอความช่วยเหลือในท่ามกลางฝูงชนที่ยืนดูอยู่เงียบ ๆ ฝูงชนเหล่านั้นดูคล้ายมดปลดปลวก ไร้จิตวิญญาณต่างพากันก้มหน้าไม่มีใครอยากเข้ามาเป็นพยานแห่งความยุ่งยากในครานั้น

            “พี่นาง มาแล้ว”

            “มาครบกันแล้วใช่ไหมครับ”

            เสียงจุ๋มและเสียงคุณติ๊กตะโกนมา  ปลุกให้หัวใจฉันวุ่นวาบขึ้นมาขณะเจ้าหนุ่มมัธยมทิ้งตัวลงนั่งสิ้นเรี่ยวสิ้นแรง  ฉันยิ้มให้เขาแล้วยื่นเงินทิปให้มากกว่าที่คุณปุ๋ยเคยกำชับไว้  พลางบอกเขาว่า

            “มาคราวหน้าจะซื้อผ้าขนหนูมาให้รองบ่าไหล่นะ”

            เขายิ้มทั้ง ๆ ฟังไม่เข้าใจ

๐๐๐๐๐

           

 

           

           

 

             

 

Tags : ท่องเที่ยวนอกถิ่นไทย พม่าไม่ไปไม่รู้ outbound

 
 หน้าแรก  บทความ  ข่าวสาร  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  เว็บบอร์ด

อัตราค่าโฆษณา    

แบบเนอร์ กลางหน้า.  ขนาด 800 x 400-600 พิกเซล เห็นหน้าแรก  5,000 บาท/เดือน

แบนเนอร์ เหนือโลโก้เว็บไซต์ ขนาด 1000 x 80 พิกเซล เห็นทุกหน้า 4,000 บาท/เดือน

 แบนเนอร์ ซ้าย  ขนาด 240 x 120-160 พิกเซล เห็นทุกหน้า 3,000 บาท/เดือน

ทำข่าวแถลง รีวิวโรงแรมและร้านอาหาร  เขียนสารคดี เชิญได้โดยตรงที่ โทร.081-9416364

ติดต่อ 135 ม.12 ต.กำแพงแสน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม 73140

 
view