Trip แรก ของผม มนุษย์ล้อ
โดย "ศิลปินไพร"
นาฬิกาบอกเวลา 04.45 ของวันที่ 17ก.พ.2554 ผมรีบตื่นก่อนไก่โห่ ว่างั้น ผมจัดการตัวเองให้พร้อมก่อนการเดินทางเรียกว่าครั้งแรกในชีวิตของผมก็ว่าได้ เพราะว่าวันนี้จะเป็นการไปล่องแพ (ในโครงการ มนุษย์ล้อ....ล่องแพ เที่ยววัด นมัสการพระ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการไทย) ของกลุ่มคนพิการ ศิษย์เก่า ของตึกฟื้นฟู ร.พ. มหาราชนครเชียงใหม่

คุณหมอทุกคน ช่วยผมศิลปินไพรเต็มกำลัง ขอบคุณครับ
โดยมี รศ. พญ.อภิชนา โฆวินทะ เป็นที่ปรึกษา พิเศษ และพี่ใหญ่ พี่แมว เป็นผู้ประสานงาน วัตถุประสงค์
1.เพื่อให้คนพิการที่ใช้รถเข็น(มนุษย์ล้อ)ได้มีโอกาสท่องเที่ยวแบบไร้อุปสรรค
2.เพื่อให้คนพิการสามารถกลับเข้าสู่สังคมได้อย่างปกติสุข
วันนี้ใจของผมเต้นแรงเป็นพิเศษ ผมปลุกเพื่อนร่วมเดินทาง ที่มาจาก รายการตะลุยสิบทิศ ของมหาไถ่ พึ่งรู้จักกันเมื่อคืนที่ผ่านมา
05.45ทุกคนมารวมตัวกันที่ตึกฟื้นฟู ฯ แล้วเราทุกคนก็ ช่วยกันขนสัมภาระขึ้นรถตู้โดยพี่พิศ เป็นผู้ติดต่อมา จำนวน 2 คัน แล้วเราก็ออกเดินทาง

เพื่อนพี่น้องล้วนรักกันกลมเกลียว
จากตัวเมืองเชียงใหม่ เป้าหมายแรกของคณะเราคือวัดเจดีย์แก้วที่อำเภอท่าตอน เมื่อเวลา 9 โมงกว่าๆ เราเดินทางถึงวัด แล้วก็ลงจากรถ เพื่อไหว้พระ และเก็บรูป ถ่ายสารคดี รายการ ตะลุย สิบทิศ โอ้..พระเจ้าแค่ลงจากรถ ผมก็สัมผัส ธรรมชาติบรรยากาศที่สดชื่น นี่เป็นอะไรครั้งแรกของผมแท้ๆ ภาพความงดงามของวัด วิวทิวทัศน์โดยรอบ เจ๋งสุดๆ เลยครับ แล้วพี่เลี้ยง ของแต่ละคนก็ประจำตำแหน่งเข็นรถ วิลแชล ผมโชคดี ได้พี่จิ๊บ นักกายภาพเป็น พี่เลี้ยง

แล้วเราก็เข้าไปไหว้พระกัน ด้วยจิตใจที่เบิกบาน หลังจากนั้นเราก็พิชิตยอดเจดีย์ ซึ่งมีถึง 8 ชั้นด้วยกัน ถามผมว่าเหนื่อยไหม ตอบด้วยความมั่นใจครับ ว่าเหนื่อย แต่คุ้มครับ เพราะ สวยมาก แล้วทุกคน จับมือประสานกัน บ่งบอกถึงชัยชนะ และมีความสุข ทุกคนทำหน้าที่ของตัวได้อย่างดีเยี่ยม ผมบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึก ส่วนเพื่อนๆหลายคนใช้มือถือถ่ายรูป ใช้กล้องดิจิตอล เก็บไว้เป็นที่ระลึก แต่ที่เท่ที่เก๋ กว่าใครน่าจะเป็น พี่ฟุ้งตากล้องมือเดียว จากตะลุยสิบทิศ มิหน๋ำซ๊ำยังนำความฮามาสู่คณะของเราอีก

เรื่องมีอยู่ พี่อยากถ่ายทำตอนรถเคลื่อนตัวลงจากวัด แหมพี่ฟุ้งของเรา ไปนั่งดักรอตรงทางที่เราขึ้นมาตอนแรก ตั้งกล้องรอถ่าย เตรียมท่าอย่างสวย แต่เก้อครับคนขับดันขับลงอีก ทาง พี่ฟุ้งเราแบกกล้องวิ่งตามรถ พวกเราหัวเราะกันกลิ้งเลย
เราเดินทางจากวัดลงมาถึงเป้าหมายที่เราจะลงแพกันโดยใช้เวลาจากวัดมาถึงที่นี่ประมาณ15นาที เราก็พบกับอุปสรรคแรกของการเดินทางนิดหน่อยคือว่า น้ำแห้งแพไม่สามารถมาจอดตรงจุดนัดหมายได้ เราต้องนั่งรถตู้กันไปอีกท่านึงถึงจะลงเรือได้ ระหว่างที่เราปรึกษากันก็ได้มีผู้ร่วมเดินของเราเป็น ชาวอิสราเอล ชื่อ mr.aron vamosh มาสมทบและจะเดินทางล่องแพไปกับเราด้วย

ท่านผู้นี้ได้เป็นสปอนเซอร์ สนับสนุนเราในครั้งนี้ ระหว่างที่เราเดินทางที่จะไปลงแพนั้น ทิวทัศน์สองข้างทางช่างสวยงามสะดุดตา อีกทั้งภูเขาหน้าผาที่สลับซับซ้อนสวยงามไปหมด เราผ่านสวนส้มและจอดรถซื้อส้ม สดๆ จากไร่รสชาติสุดยอดครับ แล้วก็ถึงท่าแพที่เราจะต้องแพ จากท่าตอนไปตามสายน้ำ ที่เรียกกันว่าแม่กก โดยอาศัยเรือหางยาวลาก เพื่อย่นระยะเวลา แต่ก็จะใช้เวลาประมาณ5ชั่วโมงถึงเชียงราย เราคงต้องนั่งแพกันอีกนานเลย คิดแล้วน่าตื่นเต้นจริงๆ
ทุกคนก็เตรียมตัวลงแพ บ้างก็ทำธุระส่วนตัว ส่วนผมรีบจัดการตัวเองเพราะ5ชั่วโมงไม่มีที่ฉี่แน่ๆแล้วทุกคนก็ช่วย พวกเราลงแพ ทั้งคนขับเรือหางยาว คนขับรถ ทุกคนช่วยมนุษย์ล้ออย่างพวกเราลงแพ ค่อนข้างจะทุลักทุเลนิดหน่อย แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรค เพราะอุปสรรคนั้นคือเป้าหมายของพวกเราอยู่แล้ว ฉะนั้นทุกอย่างต้องจิ๊บๆๆ แฮ่ๆไม่เกรงใจคนยกรถเข็นเลยอะ

ลงกันด้วยความทุลักทุเลจริงๆ
สำหรับงานนี้พี่พิศน่าจะเป็น คนเดียวที่ตัวเบาที่สุด นอกนั้นไม่น่าจะต่ำกว่า 45 นะหมายถึงน้ำหนักตัวนะ ไม่ใช่อายุแล้วทุกอย่างก็ผ่านด้วยดีแพ 2 แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่ 1 มีพี่ ใหญ่ และพี่นอม คนเข็นส่วนตั้ว..ส่วนตัว พี่เขาเป็นผู้หญิงที่แข็งแรงมากเลยคับ ขอบอกว่าผู้ชายบางคนยังอาย พี่จิ๊บ พี่เทน พี่พิศ อ.พญ.นิตินาถ(คุณหมอนิ)พี่ต้อง พิธีกร พี่ฟุ้งช่างภาพ(ตะลุย..สิบทิศ)และน้องคอปเตอร์ ลูกชายสุดหล่อของพี่พิศ (9คน) กลุ่ม2 มีผม เทิดศักดิ์ (แจ็ค) พี่เก่ง mr.aron และคนเข็นรถ รศ.พญ.
ระหว่างทางผมก็นั่ง คุยกับ mr.aron โดยรศ.พญ.
ระหว่างผมชมทิวทัศน์สองข้างทาง ที่สวยสดงดงาม หมู่แมกไม้ และสายน้ำที่เย็นฉ่ำผมยื่นมือลงไปสัมผัส กลิ่นไอ ของน้ำที่กระเซ็นซ่าน ผสมกับกลิ่นของดอกไม้ต่างๆ ที่ขึ้นอยู่ตามริมแม่น้ำผมรู้สึกสดชื่นและมีความสุขกับการผจญภัยครั้งแรกของผมในครั้งนี้มากๆๆไม่น่าเชื่อเลย ผมจะได้มีโอกาสออกมาเที่ยวเก็บเกี่ยวความรู้และหาประสบการณ์ ของชีวิต

ผมกับพี่ต้องเล่นดนตรีขับกล่อมขณะล่องแพ
ผมคิดว่ามีเพื่อนหลายคนที่พิการเหมือนผม แต่ไม่มีโอกาสออกมาเที่ยว ได้เผชิญกับอะไรหลายๆอย่างๆในโลกของความเป็นจริง หากเพื่อนๆหรือใครได้อ่านทริปนี้ของผม ก็ขอให้เข้มแข็งและลุกขึ้นสู้เปิดโอกาสให้ตัวเองนะครับ โอกาสไม่ค่อยจะเดินทางมาหาเราบ่อยๆ หรอกครับ เราควรหาโอกาสให้กับตัวเราเอง และประสบการณ์ จะเป็นครู ผู้ที่สอนเราเอง
สองฟากฝั่งของแม่น้ำ ที่เราล่องแพผ่านมานั้นแม้เราจะพบแต่สิ่งสวยๆงามๆ แต่ก็พบกับบางสิ่งที่ไม่น่าจะมี ก็คือริมตลิ่ง ที่พังทะลาย เห็นซากตอไม้ที่ถูกตัด เหลือแต่ตอ นี่แหละที่เขาเรียกสัจจะธรรมของมนุษย์ มีด้านบวกก็มีด้านลบเป็นธรรมดา เฮ้อ..ช่างเป็นอะไรที่ยาวนานมากๆเลยครับ เพราะเรือที่ลากเรามาเป็นเรือหางยาว ที่ใช้แก๊สในการขับเคลื่อน เพราะผมสัมผัสกลิ่นของแก๊สตั้งแต่ลงเรือแล้วแต่ไม่น่าเกี่ยวนะ
ผมถามคนขับเรือ เขาบอกกับผมว่า เหตุที่การเดินทางช้าเพราะน้ำแห้ง แม่น้ำเลยตื้นเขินมีโขดหินโผล่ออกมาเป็นระยะๆ เลยต้องระมัดระวังเป็นพิเศษผมจึงเข้าใจ และแล้วแพของเราก็แซงแพอีกลำ คราวนี้แพเราได้คนขับที่มีประสบการณ์ที่เหนือกว่า ฮั่นแน่ คุยไว้ก่อนว่างั้นเถอะหรืออาจเป็นเพราะแพลำโน้นมีพี่เทนไปด้วย ก็อาจเป็นได้ แฮ่ๆๆ (ล้อเล่น)เราได้นั่งแพมาเรื่อยๆ แล้วเราก็พบกับชนเผ่าต่างๆที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ มีทั้งอีก้อ มูเซอร์ กะเหรี่ยง ม้ง เย้า และอีก้อ ผมรู้ได้งัย ก็ถามคนขับเรือครับ เราโบกมือให้กับพวกเขา บางคนก็โบกมือตอบ บางคนก็เฉยๆ งงว่างั้น
ผมเห็นมีคนมาหาปลา หาหอย ตามสองฝั่งเวลาผ่านแต่ละหมู่บ้าน มีอยู่หมู่บ้านหนึ่ง ผมเห็นเด็กอายุประมาณ2-3 ขวบ เล่นน้ำอยู่กับพี่ชายอายุประมาณ 6-7ขวบ นั่งเล่นอยู่กันที่กองทรายริมฝั่งอีก 2-3 คนติดแม่น้ำ โดยไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วยเลย (น่าเป็นห่วง) แต่ผมว่าคนที่นี่เขาน่าจะชินอยู่กับน้ำแล้วหละ ยิ่งเราเข้าใกล้เชียงราย สายน้ำก็เริ่มไม่ค่อยจะมีน้ำ และมีอยู่ช่วงหนึ่งที่คนเดินได้ ต้องลงจากแพเพราะน้ำแห้งมาก อีกทั้งเป็นโขดหินเยอะ
เหลือแต่เราชาวมนุษย์ล้อ ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก ในใจยังกลัวนิดๆ และเราก็ผ่านมันมาได้โดยประสบการณ์ของคนขับทั้งสองลำ เรารอเวลาประมาณ 10 นาที ทุกคนก็ลงแพพร้อมกัน คราวนี้สองหนุ่ม(ตะลุยสิบทิศ)เปลี่ยนลงมาที่แพเราบ้าง เรือเราออกตัวทีหลังเหมือนเดิม ปล่อยให้แพอีกลำนำไปก่อน..(ต่อให้) พี่ฟุ้งตากล้องของเราถ่ายภาพ อัดวีดีโอ ไม่ยอมพักเลย เดี๋ยวถ่ายที่ท้ายแพเดี๋ยวก็ถ่ายที่หัวแพ
ผมถูกรายการตะลุยสิบทิศสัมภาษณ์เป็นคนแรก แต่กลัวจะเสียงไม่ดีแน่เพราะเสียงเรือดังกลบ ผมได้เล่นกีตาร์โชว์เพลงที่แต่งให้กับ ตึกฟื้นฟู ชื่อเพลงประทับใจตึกฟื้นฟู และอธิบายความรู้สึกว่า เมื่อก่อนผมเคยมีปัญหาเกี่ยวกับแผลกดทับเรื้อรังและได้มารักษาตัวที่ตึกฟื้นฟูจนหาย ระหว่างที่รักษาผมนอนคว่ำหน้าเป็นเดือนกว่าถึงจะหาย เวลาถ่าย อึ พยาบาลก็มาจัดการสวนถ่าย สวนฉี่ให้ที่เตียง ทานไข่วันละ 2 ฟอง ทุกวันต้องไปทำกายภาพ ฝึกหลายๆอย่างที่ทำให้เราไม่ต้องกลับมาเป็นแผลกดทับอีก
ถึงวันนี้ผมไม่มีปัญหาเรื่องแผลกดทับอีกเลย เพราะผมนำความรู้ที่ได้รับมาจากการฝึกฝนที่ ตึกฟื้นฟู มาใช้จนทุกวันปัญหาหลายอย่างที่ผมเคยกังวลหมดไป ผมเลยประทับใจ และแต่งเพลงไว้ระลึกถึง นี่คือที่มาของเพลง ผมว่าไม่ใช่เฉพาะผมที่มีความรู้สึกนี้ แต่มีใครหลายคนที่เคยเป็นคนไข้ แล้วมีความรู้สึกแบบนี้แต่ไม่กล้าแสดงความรู้สึก ใช่ไหมครับ
ผมกับพี่ต้องนั่งดีดกีตาร์ร้องเพลงด้วยกัน สลับกับพี่ต้องดีดกีตาร์ผมเป่าเมาส์ออแกน เวลาประมาณ 12.45 น.เราก็มาถึงจุดพักรับประทานอาหารกัน คนที่เดินได้ก็ขึ้นแพ ไปนำอาหารมาทานกันในแพซึ่งได้บรรยากาศแบบสุดๆ เหมือนเที่ยวร้านอาหารที่อยู่บนแพอย่างไงอย่างงั้น ผมมองดูและอ่านป้ายตรงที่เราพักตรงนี้ น่าจะเป็น อุทยานอะไรสักอย่างเพราะสวยมากเลย
อาหารมื้อเที่ยงของเรามี ส้มตำ ไก่ย่าง ลาบอีสาน ข้าวเหนียว สุดยอดครับ คนที่ทานมากกว่าใครน่าจะเป็นพี่ต้อง กับที่ปรึกษาพิเศษ ของเราเพราะชมไม่ขาดปากว่าอร่อยทุกอย่างและอิ่มทีหลังเลย ผมก็ทานแต่ไก่ย่าง กับลาบนิดหน่อย เป็นห่วงท้องและระบบขับถ่ายเพราะ อยู่ในช่วงเดินทาง หลังทานข้าวเสร็จเรารีบออกเดินทางกันต่อ เพราะทางเชียงรายโทรศัพท์ติดต่อมาว่าเตรียมการต้อนรับ คณะเราอย่างอลังการมีฟ้อน มีดนตรีและอีกเพียบ.. โอโฮคิดแล้วน่าตื่นเต้นนะ
ผมกระตุ้นคนขับเรือ(นายท้ายเรือ) ลุงแกก็เอาใจครับ เร่งเครื่องใหญ่เลย ก็ผมเล่นชมลุงเขาอยู่เรื่อยๆว่าลุงเก่งสุดยอด แต่ลุงเขาเก่งจริงๆ ครับ ลุงบอกว่าลุงรับจ้างขับเป็นรายวัน แล้วแต่ระยะทางด้วย ได้ค่าจ้างวันละ 500 บาท กว่าจะได้กลับบ้านบ้างครั้งมืด ลุงเล่าว่าบางครั้งมีคนเคยพาลูกเรือมาล่มตรงนี้หลายครั้ง เพราะว่าลูกเรือไม่ยอมลงเดิน แพชนโขดหินพังเละ หมายถึงแพนะครับ แต่เราโอเคแล้วหละ แล้วผมก็เล่นกีตาร์ไปตามทางเหมือนเดิม

คณะของเรามาถึงจุดนัดพบที่เราจะต้องขึ้นรถตู้เพื่อจะไปที่พัก "สวนรอยศรี" คืนนี้เราจะพักกันที่นี่ ผมลงก่อนคนอื่นตามด้วย mr.aron และทุกๆคน รถตู้สามารถลงมาจอดรับที่ริมน้ำได้เลยเพราะน้ำแห้ง จนรถลงไปกลางใต้สะพานได้ คิดดูซิครับว่าน้ำน้อยแค่ไหน
หลังจากที่ทุกคนขึ้นรถตู้เสร็จเรียบร้อย เราใช้เวลามาถึงสวนรอยศรี ประมาณ 20 นาที แค่นั้นเอง พอรถจอด ผมมองผ่านกระจกรถตู้ โอโฮ..อลังการจริงๆ ครับทั้งงานที่เตรียมต้อนรับ แต่ที่เจ๋งกว่าคือบ้านพักแต่ละหลัง สวยโคตรๆๆ ครับเป็นไม้สัก มีลานกว้าง มีสนามฟุตบอลมีสระว่ายน้ำ บ่อเลี้ยงปลา มีศาลากลางน้ำ ผมนึกในใจใครช่างรวยได้อย่างนี้

ผมร้องเพลงคู่กับพี่เทน
เห็นทางคณะบอกผมว่าที่พักเราคืนนี้เจ้าของเขาให้เราพักฟรี ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ แต่มันเป็นไปแล้วครับ...พี่น้อง คนที่ให้เราพักคงมีจิตใจที่สุดยอดครับ ผมลงรถเป็นคนแรก คนที่เตรียมงานรอเราคือพี่แมวผมรีบถามถึงห้องน้ำก่อนเลย รู้สึกว่าข้าศึกจะบุกแล้ว และพี่แมวก็แนะนำให้ผมไปพักที่ห้องท้ายสุดครับ สวยมากๆ กว่าทุกหลังเลย

ผมรีบจัดการตัวเองก่อนเลยครับ อาบน้ำสระผม แต่งตัว แล้วนอนพัก"ก้น" ว่างั้น เพราะว่านั่งทั้งวันกลัวเกิดแผลกดทับ พี่แมวได้จัดห้องให้ 2 คนต่อห้อง ผมอยู่ห้องเดียวกับคอปเตอร์ครับ ความสวยงามไม่เฉพาะภายนอกนะครับ แต่ภายในสุดยอดยิ่งกว่า มีแอร์ ทุกห้องมีชักโครก มีพัดลม มีที่นอนหนาๆนุ่มๆ ยิ่งกว่าโรงแรมห้าดาวอีกครับ เจ้าของนี่สุดยอดจริงๆ ผมคิดอยู่ในใจ
เวลา17.45 น. เราทุกคนเริ่มออกมารวมตัวที่ลาน บริเวณที่จัดงาน ผมให้คอปเตอร์ ถ่ายรูปเก็บความงดงามไว้ ผมได้เข้าไปคุยกับพี่แมว ที่วุ่นอยู่กับการเตรียมงาน ผมอยากรู้จริงๆว่าใครเป็นเจ้าของ พี่แมว บอกว่าเป็นของพี่สุทิน จันทา พี่แมวชี้ให้ผมดู ว่าพี่สุทิน คนไหน โอ้..ไม่น่าเชื่อครับเจ้าของสถานที่อันสวยงามอลังการนี้ เจ้าของเป็นมนุษย์ล้อครับ

ผมขอมอบ เพลงๆนี้ให้คุณ
เคยมีฝรั่งมาถามเช่า พี่เขายังปฎิเสธเลย โอ้..จิตใจพี่ทำด้วยอะไรเนี่ย พี่เขาบอกว่าเมื่อก่อนพี่เขาก็ไม่ร่ำรวยอะไร แต่ว่าพี่เขาถือคติที่ว่า(คนอื่นทำได้เราก็ต้องทำได้) วันนี้พี่เขามีพร้อมทุกอย่างแล้ว จึงอยากคืนสิ่งเหล่านี้ให้กับสังคมบ้าง โดยเฉพาะคนพิการอย่างพวกเรา การแสดงต่างๆฟ้อน ดนตรี..แดนเซอร์สวยๆ พี่เขาบอกพวกเราออกไปดูข้างนอก ตามร้าน ตามงานต่างๆ มันลำบาก วันนี้เลยจ้างมาแสดงถึงที่เลย โอ้.สุดๆ ครับ

ความสุขเล็กๆของศิลปินไพร
พอเวลา 18.00 น. กลุ่มมนุษย์ล้อในท้องที่เริ่มมาสมทบ ผมก็เข้าไปทำการตอนรับแขก หลังจากนั้นก็เริ่มลงมือรับประทานอาหารกัน เรื่องเมนูไม่ต้องพูดครับ สุดยอดก็แล้วกัน พร้อมด้วยการแสดงในชุดต่างๆชุดแรกเป็น ฟ้อนของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย ชุดที่สองก็เช่นกันสวยงามอลังการอีกแล้วครับท่าน.. ฟ้อนถึงโต๊ะเลยครับ
พี่สุทิน จันทา (กลาง)
การแสดงต่างๆ สลับสับเปลี่ยน กับการร้องเพลง ทุกคนมีความสุขเพลิดเพลินกับการแสดงนี้มากกันถ้วนหน้า มีอยู่ช่วงหนึ่งครับ ที่พี่สุทินนำหนังสือ “หนี้กระสุน” ที่พี่เขาเขียนเรื่องราวของตัวเองมาแจก พร้อมกับแจกลายเซ็นอย่างกับขอลายเซ็นดาราเลยครับ น่าทึ่งมากๆ ทุกคนมาห้อมล้อม พี่สุทินยังให้คำแนะนำผมหลายอย่าง หลายคำพูดที่กินใจ แต่มีอยู่หนึ่งคำ ที่ผมชอบมากคือคำว่า
“คนอื่นทำได้เราก็ต้องทำได้”
คำๆ นี้เจ๋งมากเลยครับ ไม่เฉพาะผมที่ชอบ พี่ต้องยังชอบเลย หลังจากนั้นการแสดงต่างๆ ก็พักเบรก และก็มาถึงช่วงพิธีการบายศรีสู่ขวัญ โอ้..สุดยอดอลังการดังเดิมครับ แล้วมนุษย์ล้อทุกคน ก็เข้ารับการผูกข้อไม้ข้อมือรับพร จากผู้อาวุโสในงาน เพื่อเป็นศิริมงคลของชีวิตไปตามลำดับ

ผมก็ขอโอกาสแสดงความสามารถสักหน่อย เลยออกมาโชว์เพลงที่แต่งให้ตึกฟื้นฟู ชื่อเพลง ”ประทับใจตึกฟื้นฟู ” โชว์แบบโฟล์ค พอจบเพลงก็มีเสียงปรบมือครับ ผมปลื้มมากมีคนหนึ่งครับบอกผมว่าเนื้อหาของเพลง ใช่เลย แล้วผมก็แถมอีก2เพลง คราวนี้ร้องเพลงคู่กับพี่ เทน มีเพลง จูบเย้ยจันทร์ แล้วตามด้วย สักขีแม่ปิง ครับ

ในงานมีการจุดประทัด จุดพลุ ปล่อยโคมลอย จำนวน 80 ดวง กันเลยทีเดียว แล้วทุกคนก็ร่วมกันถ่ายรูปกันไว้เป็นที่ระลึก งานคืนนี้หลายคนมีความสุขมาก ผมนี่แน่นอนครับเพราะเป็นครั้งแรกของผม เขาบอกว่า อะไรที่เป็นครั้งแรกของเราเรามักจะจำได้ดี ชิมิ ชิมิ แล้วหลายคนก็เริ่มทยอยเข้าที่พัก พอดีผมชอบสิ่งสวยๆ งามๆ ครับ ก่อนกลับที่พักเลยขอถ่ายรูปร่วมกับนักร้องและแดนเซอร์นิดหน่อยครับ ไม่กลัวข้อครหาหรอกครับ แหม..แค่ถ่ายรูป ก็ไม่ได้คิดอะไรจริง ๆ สาบานให้ฉี่เป็นน้ำเถอะ ก้อมีสิทธิ์แค่นี้แหละครับ เฮ้อ.....ความสุขเล็กน้อย
คืนนี้ผมจะนอนหลับไหมเนี่ย..ผมเข้าที่พัก เปลี่ยนชุดนอนแล้วก็นอน ส่วนคอปเตอร์ก็ยืมโทรศัพท์ผมไปดูทีวีและก็คุยกับใครก็ไม่รุ๊ งุ้งงิ้งๆๆๆ ฟังไม่ได้ศัพท์ ผมหลับไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มารู้ตัวอีกทีตอนประมาณตี 2 กว่า ผมตกใจมากเลยเพราะได้ยินเสียง อะไรบางอย่างผมค่อยเงี่ยหูฟัง เสียงใกล้มากๆ ครับ นึกว่าผีหลอก ที่แท้เจ้าคอปเตอร์นอนกัดฟัน เสียงดัง กล๊อดๆๆ ทั้งคืนครับ เสียวหู ก็เสียว ไม่กล้าหลับครับ ผมเอาหมอนมาคั่นไว้ถึงจะกล้าหลับ กลัวหูขาดครับพี่น้อง กล๊อดๆๆ ทั้งคืน เสียววุ๊ย......
รุ่งเช้าของวันศุกที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 ช่างเป็นบรรยากาศที่สดชื่นมากๆ เลยครับผมรีบเข้าห้องน้ำจัดการตัวเอง ใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำประมาณครึ่งชั่วโมง นี่แหละครับ มนุษย์ล้อ อย่างเราการใช้เวลาในห้องน้ำมักจะนาน เช่นนี้เสมอ 07.00 น. เราร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน อาหารมื้อเช้ามื้อนี้มีข้าวต้ม แล้วที่พิเศษหน่อยก็คือ ต้มเลือดหมู จากร้านที่อร่อยที่สุดของเชียงราย ซึ่งเป็นแม่ของมนุษย์ล้อ ที่อยู่ในเชียงรายและมาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย อร่อยสุด ๆ เช่นกันครับ
เราออกเดินทางไปนมัสการพระที่วัดดอนเขาควาย อยู่ใกล้ๆ กับที่พัก ใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที แล้วเราก็กลับมารับพี่เก่ง ที่สวนรอยศรี เพื่อจะเดินทางไปแม่สายต่อไป
ระหว่างทางที่เราจะมาแม่สายนั้น จะต้องผ่านร้านเพื่อนของผมพอดี ผมเลยขออนุญาตทีมงาน ว่าขอจอดแวะทักทายเพื่อนที่ร้าน เป็นร้านซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า ไม่น่าเชื่อว่า เวลาแค่ไม่กี่ปีเพื่อนผมจะเปลี่ยนไปขนาดนี้ เพราะภาพที่ผมเห็น ผมที่ศีรษะจะเปลี่ยนเป็นสีขาวหมดแล้ว และแถมด้วยลูกสาว ตัวเล็กๆ น่ารัก อีกหนึ่งคน

เราเดินทางต่อไปถึงอำเภอแม่สาย ที่นั่นมีคนพลุกพล่านมาก แล้วพี่ใหญ่ก็บอกจุดนัดหมาย ที่เราจะมารวมตัวกัน และก็แยกย้ายไปซื้อของ ผมได้ซื้อถั่วปากอ้า 1 ถุง และเบ็ดฝรั่ง 1 คัน จากราคา 400บาท ต่อแล้วต่ออีกเหลือแค่ 200 บาท และมีค้อนสารพัดประโยชน์จากราคา 450 บาท ต่อราคาอีกเหมือนกันจนเหลือ 190 บาท ..นี่เป็นความสามารถเฉพาะตัว ห้ามลอกเลียนแบบ
รายการตะลุยสิบทิศได้ถ่ายทำวีดีโอ ตอนที่ผมโชว์ยกล้อหน้ารถเข็นลงเนิน ทางชันน่าดู...แม่ค้าในตลาดกรี๊ด.....กันใหญ่ ผมก็บอกว่าเรากำลังถ่ายวิดีโออยู่..เราใช้เวลาชั่วโมงครึ่งในการซื้อของ เสียดายครับที่เราไม่ได้ข้ามไปฝั่งโน้น...

ศิลปินไพรมนุษย์ล้อกำลังแสดงการยกล้อออกทีวี
หลังซื้อของเสร็จก็มารวมกันที่จุดนัดหมาย คณะเรามุ่งหน้าสู่เป้าหมายต่อไปคือ วัดร่องขุ่น ระหว่างทางเราได้แวะส่งน้องเก่ง ซึ่งนั่งรถเข็นไฟฟ้าวันนี้น้องเก่งได้ เปิดบ้านซ่อมคอมพิวเตอร์ ไม่ไกลจากอำเภอแม่สายนัก เราใช้เวลาอยู่ที่บ้านน้องเก่งประมาณ 20 นาทีแล้วออกเดินทางต่อเพื่อไปเที่ยววัดร่องขุ่น 12.45 น. พวกเราก็ถึงวัดร่องขุ่น อันดับแรกที่เราต้องทำคือ รับประทานอาหารกลางวัน โดยแวะกินก๋วยเตี๋ยว ส่วนผม พี่ต้อง นิหน่า กินข้าวซอย คนละชาม ทุกอย่างที่นี่ 30 บาท
แวะซื้อของฝากก่อนจะเข้าชมวัด แน่นอนครับของฝากที่ขึ้นหน้าขึ้นตาของที่นี่ไม่ใช่(สิว)...หรือ (ฝ้า) ..อย่างแน่นอน แต่คือหมูยอรสต่างๆ ของที่นี่ แท่งละ 10 บาท เองครับ ผมซื้อ 10 แท่ง พี่ใหญ่เห็นจะซื้อเยอะกว่าใคร ถุงเบ้อเลิ่มเฮิ่ม เลย เราฝากคนขับรถไปไว้ที่รถ เขียนชื่อทุกถุงครับ กลัวจะสลับกัน เพราะแต่ละคนซื้อไม่เหมือนกัน

การเข้าชมวัดร่องขุ่นได้พบกัน mr.aron ซึ่งเดินทางมาโดยรถตู้ส่วนตัว และทุกคนก็ร่วมถ่ายรูปด้วยกัน มีอยู่ช่วงหนึ่งที่รายการตะลุยสิบทิศ จะสัมภาษณ์ พี่ใหญ่เป็นคนแรกที่ถูกสัมภาษณ์ พี่ใหญ่บอกว่า จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ของการเดินทางในทริปนี้ เป้าหมายที่สำคัญคือ เพื่อให้คนพิการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติ โดยไม่เป็นภาระต่อสังคมและแสดงถึงศักยภาพและความสามารถของคนพิการ แล้วเราทุกคนก็ปรบมือให้กับพี่ใหญ่ (ตอนนี้พี่ใหญ่ประกอบอาชีพเป็นผู้จัดการหน่วยช้างพลาย บริษัท เอ ไอ เอ จำกัด และหจก.ธุรกิจขนส่งเชียงใหม่ อีกด้วย) พี่เขามีความสามารถมากครับ

การสัมภาษณ์ต่อมาคือ พี่เทน พี่พิศ และ mr.aron เราแยกย้ายกันไปชมจุดต่างๆ ส่วนผมก็เดินผ่านประตูนรก ซึ่งคุณหมอนิ (อ.พญ. นิตินาถ วงษ์ตระหง่าน) เป็นคนเข็นรถผมมี พี่เทน พี่จิ๊บ ตามมาด้วยอีก กฎของการผ่านประตูนรก คือ ถ้าหากใครผ่านไปแล้วไม่ให้เดินย้อนกลับมาทางเดิมไม่งั้นเราก็จะตกนรกเหมือนเดิม แต่ทว่ามนุษย์ล้ออย่างเราไม่สามารถที่จะลงไปอีกฝั่งหนึ่งได้ เพราะเป็นบันได สำหรับผมไม่เท่าไหร่ แต่สงสารคุณหมอนิ พี่เทน พี่จิ๊บ ที่ต้องย้อนกลับมาลงทางเดิม (ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรหรือป่าว)
ความงดงามของวัดร่องขุ่น และศิลปะของที่นี่ ผมว่าน่าจะเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดของประเทศไทย และในโลกนี้ก็ว่าได้ มีอยู่หลังหนึ่งหลังใหญ่มาก หลังคาสีแดง โอ้....พระเจ้า มันคือห้องน้ำครับ...พี่น้อง เฉพาะห้องน้ำ ใหญ่กว่าบ้านเศรษฐีบางคนซะอีก

ผมได้ถ่ายรูปคู่กับคนดังแล้ว อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์(รูป)
มีช่วงหนึ่งตรงทางเข้า ที่ผมเกือบยกมือไหว้รูปภาพ อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ที่เก๊กท่าตรงทางเข้า เป็นรูปที่เหมือนจริงมากและตรงขุมนรกมีมือคนยื่นออกมาจากหลุมนรก ดูแล้วน่ากลัวแถมด้วยหัวเอเลียนอีกหนึ่งหัว แล้วเป็นศิลปะไทยตรงไหนเนี๊ย....น้ำในสระใส แถมด้วยปลาก็สีสดใส เราใช้เวลาเที่ยวชมวัดร่องขุ่นอยู่ราวๆ 2 ชั่วโมง แล้วจึงออกเดินทางกลับ ระหว่างทางผมกลัวว่าวันนี้ผมอาจจะไม่ได้กลับ จ.น่าน เพราะอาจจะถึงที่พักค่ำ เห็นทีคืนนี้ผมและทีมงานตะลุยสิบทิศ อาจจะต้องพักค้างกันที่ตึกฟื้นฟู อีกหนึ่งคืนเป็นแน่

มนุษย์ล้อถ่ายร่วมกันที่หน้าวัดร่องขุ่น
แต่เผอิญโชคเข้าข้างและเรามีพี่ใหญ่ที่แสนจะใจดีได้โทรศัพท์ให้คนทางบ้านพี่ใหญ่ไปสอบถามเรื่องตั๋วรถที่สถานีขนส่งอาเขตโชคดี รถทัวร์ที่จะเดินทางไป จ.น่าน มีรอบ 4 ทุ่มพอดี เป็นรอบสุดท้าย ผมก็เลยตัดสินใจให้ทางโน้นซื้อไว้เลย ผมจึงขอขอบคุณพี่ใหญ่มากๆ เลยครับ ระหว่างทางที่เราเดินทางจากวัดร่องขุ่น ไปเชียงใหม่ ภาพทิวทัศน์ทั้งสองข้างทาง สวยงามมากๆ เราผ่านน้ำพุร้อนด้วย
ในระยะทางช่วงนั้นมีฝนตกปรอยๆด้วย ถนนลื่น จึงได้พบภาพอุบัติเหตุรถชนกันบ้าง ตกข้างถนนบ้าง นับแล้วไม่น้อยกว่า 10 คัน คนขับรถของเราก็ขับอย่างระมัดระวัง แล้วเราก็เข้าถึงตัวเมืองเชียงใหม่ ก่อนที่จะไปสถานีขนส่งอาเขต เราได้แวะบ้านพี่ใหญ่เพื่อเอาตั๋วรถแล้วส่งพี่ใหญ่ที่นั่นด้วย เราทุกคนในรถ พี่พิศ พี่ต้อง พี่ฟุ้ง และตัวผมเอง เราทุกคนยกมือไหว้พี่ใหญ่และขอบคุณพี่ใหญ่ในงานนี้ พี่ใหญ่เป็นหัวเรือใหญ่ของพวกเรา

ผม พี่ต้องและพี่ฟุ้ง จึงเดินทางไปสถานีขนส่งอาเขต พี่ต้อง กับพีฟุ้ง ก็โชคดีเช่นกันที่ยังมีรถเข้ากรุงเทพ ฯ แต่ไม่ถึงพัทยา ก็เลยต้องขึ้นรถสองต่อ พี่ต้อง กับ พี่ฟุ้ง ออกเดินทางก่อนผม ผมส่งขึ้นรถด้วยและเราก็โบกมือลากัน 4 ทุ่ม ผมจึงเดินทางกลับบ้าน ระหว่างทางที่ผมนั่งรถทัวร์กลับบ้าน ผมได้นึกย้อนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ผมรู้สึกมีความสุขกับมันมาก นี่เป็นทริปแรกของผมที่ผมมีความสุขที่สุด ผมจะเม็มโมรี่ความทรงจำเหล่านี้ไว้ในใจตลอดไป.........
ทริปนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าขาดผู้ร่วมเดินทางคนใดคนหนึ่งไป และผมก็ต้องขอขอบคุณทุกๆ ท่านที่มีส่วนร่วมมา ณ ที่นี้ด้วย


หน้าแรก
เว็บบอร์ด
บทความ
รวมรูปภาพ
ติดต่อเรา
ข่าวสาร

