วรรณกรรมเยาวชน กิ่งคำปายกับยายทวด
ตอน๑๔.ค่ำแล้ว นกกากู่ร้องกลับรวงรัง
โดยเอื้อยนาง
ชาวนาแบกจอบ คอนตะกร้าเดินตามฝูงควาย ไล่ต้อนจากทุ่งกว้าง และหว่างไพรกลับเข้าคอก นาย พรานสะพายย่ามหนักอึ้ง หลังแอ่นเดินตามเจ้าหมาล่าเนื้อตัวแสนรู้มุ่งหน้ากลับเรือน
แต่สาวในเครื่องแต่งกายแบบชายมิดชิดคนหนึ่งกลับหลบออกจากเคหาสถานมุ่งหน้าขึ้นภูสูงสวนทางกับชาวนา และนายพราน ผู้กลับมาจากทุ่งนาชายป่าพงไพร
“ไปอยู่เมืองอุบลก็ดีเหมือนกันนะคำปลิว”
เสียงสัตว์ใหญ่ในป่าลึกแผดร้องก้องดัง ชะนีโหยหวน ชวนวังเวง ป่าบรรเลงเพลงหวีดหวิว ฟังคล้ายเสียงของเจ้าย่าที่ยังคงดังแว่ว ๆ ให้ได้ยินในโสตประสาท ย่าบอกว่าให้ไปอยู่เมืองอุบลไปเป็นคนไทคนเทศ เป็นเหมือนเสียงเร่งเร้าให้เท้าเล็ก ๆ นั้นซอยถี่เร่งความเร็วบุกเข้าไปในป่าให้เร็วขึ้น แสงไฟที่เห็นวับแวมบนยอดภูจอมเกล้าคือจุดหมายปลายทาง ให้มุ่งหน้าฝ่าไป
ลมต้องปลายไม้เสียงดังหวีดหวิว วิ๊ว....สัตว์อะไรบางอย่าง อาจเป็นลิง ค่าง บาง ชะนี หรือนกกลางคืนขนาดใหญ่โยนตัวเสียงดังหวีดวิ๊วผ่านหน้าไป ป่าใหญ่ในภูจอมเกล้าเป็นป่าศักดิ์สิทธิ์ของชาวบ้านชาวเมืองในแถบถิ่นนี้ เป็นที่สิงสถิตของดวงวิญญาณแห่งบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ เรียกกันว่าปู่ตาเป็นวิญญาณผู้อยู่รักษาป่าดงพงไพร สิ่งที่เกิดในดงนี้ทั้งพรรณไม้มากมาย สัตว์ป่าหลากล้น ล้วนเป็นสมบัติของธรรมชาติ ปู่ตาเป็นผู้รักษาไว้ให้เป็นมรดกแก่ลูกหลานสืบมา
เชื่อกันว่าสัตว์ป่า และพืชพรรณนานาที่มีในดงรอบภูเขาแห่งนี้คือสมบัติ และบริวารของวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์นั้น ในดงของปู่ตานี้ ไม่มีมนุษย์คนใดมากล้ำกรายทำร้าย ป่าจึงคงหนาทึบ ชุ่มเย็น เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์นานา
เพราะป่าคือถิ่นของมัน มันจึงโยนตัวกระโดดทะยานปลิวผ่านหน้าเหมือนท้าทายผู้บุกรุกฝ่าเดินเข้าเดียวดาย
“เจ้าป่า เจ้าเขา เจ้าดงไพร โปรดอภัยให้ลูกด้วย”
สาวเจ้ารำพึงระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตในป่าดง “ลูกเพียงผ่านไปเท่านั้น มิมีเจตนาจะมารุกล้ำกล้ำเกินทำลายสมบัติบริวารของท่านหรอก”
บ่นบอกในใจพลางส่งเสียงเป็นสัญญาณขึ้นไปสู่คนผู้จุดไฟอยู่บนภูสูง ไม่นานก็มีเสียงร้องของนกแจนแวนเป็นจังหวะเหมือนคนเป่าแคนดังตอบมา พร้อมแสงไฟเคลื่อนลงมาส่องทาง
“เจ้ามาคนเดียวแน่นะคำปลิว”
หนุ่มน้อยผู้ถือคบไฟส่องทางลงมารับถามพลางเพ่งสายตามองรอบด้านให้แน่ใจ
“ไม่ต้องห่วงหรอกพี่บุญอุ้มข้ารู้ ข้ามีผู้ดูต้นทางให้ก่อนหลบออกมาจากหอคำ”
ในพงใหญ่ไพรหนาของดงปู่ตาศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ไม่มีใครอยากบุกฝ่าเข้ามาแม้แต่ยามกลางวันที่มีแสงสว่างอยู่แล้ว ยิ่งยามค่ำคืนอย่างนี้ยิ่งไม่เคยมีใครเลยจะอยากก้าวเท้าเข้ามา กระนั้นชายหนุ่มที่ชื่อบุญอุ้มก็ยังระแวดระวัง มองหน้ามองหลังให้แน่ใจแล้วจึงเข้ามาจูงแขนผู้อุตส่าห์ฝ่าดงมาหาอย่างสนิทสนม
“ดีใจที่เจ้ามา เจ้าอุตส่าห์ดั้นด้น...”
เขาละล่ำละลัก แทบลืมหายใจด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้น
“อย่ามัวพูดอยู่เลย”
สาวเจ้าแก้เขินแกล้งทำเสียงดัง
“งั้นมาทางนี้เถอะ”
ว่าแล้วก็ออกเดินนำหน้าไปตามทางเดินแคบ ๆ เคี้ยวคด ลดเลี้ยวขึ้นสู่ยอดภูสูง จนผ่านทะลุออกลานโล่งใกล้หน้าผาสูงแห่งหนึ่ง มองเห็นแสงไฟวิบวับในความมืด เสียงแคนคลอเสียงขับลำพร่ำสวดดังล่องลอยมาให้ได้ยิน เขาหยุดเดินหันมากระซิบเบา ๆ ว่า
“พ่อข้ากับเหล่าผู้กล้าทั้งหลายกำลังทำพิธีอยู่ ข้าจะพาเจ้าเดินอ้อมไปด้านหลัง”
ไฟกองใหญ่ลุกโพลงไล่ความมืด และเหน็บหนาว เหล่าชายฉกรรจ์ในเครื่องแต่งกายขาวล้วนนั่งรวมกันอยู่รอบกองไฟ ใครบางคนกำลังเป่าแคนคลอเสียงขับลำบรรยายความทุกข์ยาก หมองหม่นของคนผู้เป็นเจ้าของแผ่นดินถิ่นแม่โขง
บ้านเมืองกำลังเดือดร้อน แม่น้ำโขงที่เคยไหลเลี้ยงผ่านกลางอาณาจักรกลายเป็นเส้นแบ่งแยก ให้ชาวล้านช้างทั้งมวลแบ่งเป็นสองก้ำสองฝ่าย ฝั่งซ้ายเป็นฝรั่งเศส ฝั่งขวาเป็นของไทยสยาม จำปาศักดิ์อยู่ฝั่งขวาจึงรวมอยู่ในมณฑลลาวกาวเข้ากับเมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัยประเทศราช
ชายผู้รักชาติรักอิสรภาพกลุ่มหนึ่งกำลังปลุกเสกสร้างศรัทธา สะสมกำลัง หวังจะนำพาชาวประชาให้รอดพ้นจากการครอบงำของคนต่างชาติต่างราชอาณาจักร
เหตุการณ์นี้จารึกในประวัติศาสตร์อีสานว่าพวกเขาเหล่านี้คือกบฏผีบาปผีบุญ แห่งแดนลาวอีสานพวกเขาเหล่านี้ที่รวมตัวกันชุมนุมซุ่มสมกำลังพล ณ ป่าใหญ่ในภูเจ้าเกล้าแห่งนี้ พวกเขาคือเหล่าผู้กล้าหัวหน้าสาขาต่าง ๆ ที่โยงใยเครือข่ายไปตลอดสองฝั่งโขง
กำลังศัตรูนั้นกล้าแข็งนัก ทั้งอาวุธปืนร้ายอันทันสมัย และกำลังคนพลอาสามากมาย แต่เกิดเป็นชายแม้ตัวตายก็ไม่เสียชาติเกิด พวกเขาจึงทำพิธีปลุกขวัญปั่นกำลังใจ ณ ที่แห่งนี้ ก่อนออกไปสู้รบให้ปรากฏแก่โลกว่าแผ่นดินนี้ยังมีเจ้าของผู้ยอมหลั่งเลือดชะโลมดินให้กับบ้านเกิดเมืองนอน
ดอกจำปาลาวที่ใช้ในพิธีส่งกลิ่นฟุ้งตลบผสมกลิ่นควันธูปควันเทียน
จำปาลาวดอกขาวเหลืองนวลมีมากมายบานไสวทางท้ายภู อันเป็นถิ่นที่ตั้งปราสาทขอมที่มีมาแต่โบราณกาล
เสียงแคนดังลอยอ้อยอิ่ง คลอเคล้าด้วยเสียงลำ บอกเล่าเหตุการณ์ผ่านอดีต ที่เจ้าล้านช้างแต่ครั้งก่อนเคยเสวยสุข สร้างบ้านแปลงเมืองรุ่งเรืองเหลืองเลื่อม มาหลายชั่วเส้นคน แต่ต้องระเหระหนด้วยขาดรักสามัคคีไม่มีปรองดอง ทำให้มีเหตุให้ต้องเสียบ้านเสียเมือง เจ้าเก่าหลบหาย เจ้าใหม่เอาใจออกห่าง บ้านร้างเรือนพัง
เสียงแคนเปลี่ยนทำนองเป็นเร่งเร้า ปลุกปลอบขวัญกำลังใจ สุดท้ายอ้อนขอเว้าวอนเทพแถนแมนฟ้าและวิญญาณปู่ย่าตายายในดงใหญ่อันศักดิ์สิทธิ์ ดังลอยขึ้นไปกับควันไฟสู่ฟ้าสู่แถน
บุญอุ้มนำตัวคำปลิวอ้อมไปด้านหลังเข้าไป ทะลุออกมาหน้าถ้ำที่มีกองไฟกองใหญ่ ต่อหน้าชายวัยกลางคนผู้นั่งเป็นประธานทำพิธีศักดิ์สิทธิ์ ปลุกเสกให้กำลังใจนักรบผู้กล้าทั้งหลายภายในถ้ำ
ทั้งสองนั่งคอยอยู่ชั่วอึดใจ จนเสียงแคนเสียงขับกลอนลำเงียบลง ชายผู้นั้นจึงหันหน้ามาหา
“มีข่าวอะไรหรือเจ้านางน้อย”
เขาละมือจากธูปเทียนหน้าแท่นพิธีหันมาหาลูกชาย และสาวน้อยผู้ทำตัวเป็นสายสืบ ถามเสียงอ่อนโยน
“เจ้าปู่จับได้ ข้าถูกทำโทษ” พูดพลางหันหลังให้ เปิดชายเสื้อเผยให้เห็นรอยหวายช้ำแดง
“โธ่....คำปลิวข้าสงสารเจ้านัก” หนุ่มบุญอุ้มผู้มีใจให้สาวน้อยหน่อเชื้อแนวของเจ้าราชวงศ์เอ่ยออกเสียงสั่นเครือ ด้วยสงสารจับใจ ผิวเนื้อขาวผ่องนวลใยแห่งวัยสาวกลับมีรอยร้าว เพราะความรักชาติบ้านเมือง แสนเวทนาคนรักนัก แต่สาวเจ้าช่างใจเด็ดหันมาสบตาบอกอย่างเด็ดเดี่ยวว่า
“ช่างเถอะข้าทนได้ แต่เจ้าพี่คำพันของข้าสิ เจ้านางตัดสินใจจะไปอยู่ดงอู่ผึ้ง และเจ้าย่า เจ้าปู่จะให้ข้าไปด้วย ข้าจึงอยากมาปรึกษาว่าข้าควรไปหรือควรอยู่ช่วยกันทางนี้”
ตอบเสียงเร็วปรื๋นเหมือนเก็บงำคำพูดไว้นานจนอดกลั้นไม่ไหว
“คำปลิวเอย เจ้าช่างกล้าหาญนัก” พ่อของบุญอุ้มผู้เป็นหัวหน้าของทุกคน ณ ที่นั้นกล่าวเสียงเนิบนาบ ทรงอำนาจ
“ไม่เสียทีที่เกิดเป็นลูกสาวเจ้าราชวงศ์ พ่อของเจ้าผู้เป็นเพื่อนรักของข้า เขาไปกับฝรั่งมังค่าด้วยอยากเอาชนะฝ่ายไทใต้ แต่เสียดายป่านนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับมา”
คำปลิวเองก็ก้มหน้ากลืนน้ำตา เมื่อนึกถึงบิดาผู้จากไปตั้งแต่เจ้าอยู่ในท้องแม่
“เจ้ากล้าหาญนักแล้วเจ้านางน้อยเอย” เสียงอ่อนโยนปรานีนั้นเหมือนดังแว่วมาจากที่ไกลแสนไกลแต่เสียดายนักที่ เจ้าเกิดมาเป็นหญิง จะมาบุกป่าฝ่าดงกับพวกเฮาไม่ได้หรอก เจ้าควรไปเมืองอุบลดงอู่ผึ้งตามที่เจ้าปู่เจ้าย่าต้องการเสียเถิด มีการใดที่ฝ่ายเฮาควรได้รู้เจ้าจะได้ส่งใบบอกมา จะดีกว่าจะช่วยพวกเฮาได้มากกว่า”
เหมือนโลกหยุดนิ่งไปชั่วขณะสำหรับคำปลิว ความฝันอันยิ่งใหญ่ อยากท่องไปกับชายคนรักกับหมู่เฮาเหล่านี้ดับวูบลงพลัน เออหนอ...เพียงเพราะเกิดมาเป็นแม่หญิง จะหาญกล้าเพียงใด ใครๆ ๆก็ยังไม่เคยคิดว่าจะเท่าเทียมชาย จะบุกป่าฝ่าดงพงหนามข้ามห้วยข้ามภูก็มีผู้ห่วงใยอยู่ดี
“เจ้าอย่าน้อยใจไปเลยนะเจ้านางน้อย”
ผู้สูงวัยมองหน้าหมองที่ก้มต่ำบอกความน้อยเนื้อต่ำใจ ถอนหายใจพลางอธิบายเหตุผล
“เพราะข้ารักเจ้าเหมือนลูกสาวของข้าเอง ข้าห่วงหวงลูกสาวของข้าอย่างไร ข้าก็ห่วงหวงตัวเจ้าอย่างนั้น ในยามออกศึกคึกรบมีเจ้าให้คอยเป็นห่วงถ่วงใย ก็คงเหมือนสะพายหินก้อนโตไปด้วย จะรู้รบหลบหลีกคมดาบหรือคาบง้าววิ่งเข้าห้ำหั่นนั้นคงไม่ง่ายนัก”
บุญอุ้มเองก็คาดไม่ถึงการตัดสินใจของผู้เป็นพ่อ เขาผวาลุกขึ้นกอดสาวคนรักอย่างหวงแหนด้วยความลืมตัว “แต่ว่าข้าจะดูแลคำปลิวเองนะพ่อ ข้ารักคำปลิว ....” เจ้าหนุ่มเสียงสั่นสะท้าน แต่ผู้เป็นพ่อตัดบทเสียก่อน
“ข้ารู้ ใคร ๆ ก็รู้ในข้อนั้นลูกเอย”
มองสภาพสองหนุ่มสาวแล้วผู้เป็นพ่อก็ต้องแอบซับหางตาด้วยชายผ้า แต่ต้องทำใจแข็งเด็ดเดี่ยว
“ดังนั้นข้าจึงต้องห้ามไม่ให้คำปลิวตามไปด้วย อีกอย่างเจ้านางคำพันไปแต่งงานกับอัญญาไท คำปลิวติดตามไปอยู่ด้วยย่อมมีโอกาสใกล้ชิด คอยเป็นหูเป็นตาส่งข่าวให้เราได้ จะดีกว่ามาก”
สองหนุ่มสาวได้แต่มองตากันกลั้นความรู้สึกทุกอย่างไว้ในอก
*****************************************************