http://www.thongthailand.com
  สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 หน้าแรก  เว็บบอร์ด  บทความ  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  ข่าวสาร
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/03/2009
ปรับปรุง 25/01/2025
สถิติผู้เข้าชม14,649,699
Page Views17,007,378
« April 2025»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930   
ท่องเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก
ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และความเชื่อ
รีวิว ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ทและสปา
  foo&bed
ธรรมชาติ,สัตว์ป่าและพันธุ์พืช...มีคุณ(nature)
บทบรรณาธิการ สกู๊ฟพิเศษ และเรื่องเล่า
ข่าวสาร
http://www.thongthailand.com/index.php?mo=3&art=42365202
 

ตำนานของคนเล็ก ๆ กับรถไฟสายประวัติศาสตร์ โดยพอแพง เรื่อง-ภาพ

ตำนานของคนเล็ก ๆ กับรถไฟสายประวัติศาสตร์  โดยพอแพง  เรื่อง-ภาพ

ตำนานของคนเล็ก ๆ กับรถไฟสายประวัติศาสตร์

                                                                        “พอแพง”

 

                                                “เสียงรถไฟดังมาหว่อนว่อน

                                      แก้มอ่อนอ่อนลาก่อนเด้อสาว

                                      อ้ายสิฟ้าวไปขึ้นรถไฟ

                                      ลงไปไทยหาเงินจักหน่อย...

                               ต่อย  รอย ต๊อย  รอย  ต่อย  รอย  ต่อย....

 

            เพลงลำเต้ยสำเนียงลาวอีสานเคยได้ยินจนชินหูมาแต่เล็กแต่น้อย  เนื้อหานั้นบอกให้รู้ว่ารถไฟคือพาหนะที่คนบ้านเรานั่งลงไปเมืองไทยเมืองล่าง  ไปหาเงินสักหว่าง(สักหนึ่งเวลาอาจเป็นเดือน เป็นปี)

            รถไฟไทยเริ่มสร้างมาแต่พ.ศ.๒๔๓๕ ในวันที่ ๙ มีนาคม ๒๔๓๔(นับอย่างปฏิทินช่วงนั้น)  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงตักดินเทลงถมบริเวณใกล้คลองผดุงกรุงเกษมที่จะขุดสร้างทางรถไฟเป็นปฐมฤกษ์  การก่อสร้างทางรถไฟก็เริ่มขึ้นแต่วันนั้น  โดยสร้างสายไปหัวเมืองอีสาน กรุงเทพฯ-นครราชสีมาเป็นสายแรก ระยะทาง ๒๖๕ กิโลเมตร  แล้วเสร็จในปี ๒๔๔๓ แล้วทางรถไฟสายนี้ก็หยุดชะงักไป ๒๐ ปีเศษ ด้วยปัญหาด้านการเงินของรัฐบาลจนในปี ๒๔๗๓ รถไฟสายกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี(ที่จริงวารินชำราบ)จึงแล้วเสร็จ ซึ่งนับเป็นเวลา ๓๐ ปีหลังจากสร้างถึงนครราชสีมา

            แม้ว่าจุดมุ่งหมายแท้จริงในการสร้างทางรถไฟสายแรกสู่หัวเมืองอีสานนั้น  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า  เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วในการขนส่งสินค้า  เปิดโอกาสให้ประชาราษฎร์มีทางตั้งทำมาหากินให้กว้างขวางออกไป  และทำให้สมบัติกรุงสยามมีมากยิ่งขึ้นด้วย  ทั้งยังเป็นประโยชน์ในด้านการบังคับบัญชาตรวจตราราชการ  บำรุงรักษาพระราชอาณาเขตด้วย  เพราะช่วงเวลานั้นนักล่าอาณานิคมฝรั่งเศสได้เขมรและญวนไปแล้ว  กำลังแล ๆ เล็ง ๆ มาที่ลาว  และแลข้ามโขงมาฝั่งอีสานซึ่งสนิทชิดเชื้ออยู่กับลาวทางสายเลือดด้วย  รถไฟสายแรกจึงมุ่งตรงไปหัวเมืองอีสานดังกล่าว

            ในฐานะเป็นคนวารินชำราบ  แม้ยังไม่เกิดในปีแรกที่รถไฟขบวนแรกเข้าจอดในชานชาลาสถานีอุบลราชธานี  ก็เคยได้ยิน ได้ฟัง ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าถึงตำนานความตื่นเต้นเห่อเหิมรถไฟกันตลอดมา  ขนาดมีเป็นตำนาน  เป็นกลอนลำ กลอนเต้ย  แม้เด็ก ๆ ก็ร้องได้กันคล่องปาก  เป็นเพลงกล่อมเด็ก กล่อมน้องนอนก็มี  ว่ากันว่าแม่ใหญ่พ่อใหญ่ทั้งหลายในแถบใกล้เคียงนั้น  ถึงกับชวนกันเป็นขบวน  ห่อข้าวห่อน้ำอุ้มลูกสะพายหลาน มานอนแรมคืนคอยดูรถไฟคันยาว ๆ เปิดหวูดปู้น ๆ ...มาแต่ไกล  ราวกับไปเอาบุญบั้งไฟยโสธรแน่ะ

            แล้วรถไฟก็ไม่ได้ขนเพียงข้าราชการ มาบังคับบัญชาตรวจตรา  บำรุงรักษาพระราชอาณาเขต  ตามจุดหมายแห่งการสร้างแต่เดิมเท่านั้น  รถไฟยังพาอะไร ๆ ไป ๆ มา ๆ อีกมากมาย  หนุ่ม ๆ อีสานว่างงานจากหน้านาก็หันหน้าลงใต้ไปตามขบวนรถไฟ  จนเกิดเป็นตำนาน  แบกถุงข้าวสารไปขึ้นรถไฟ  ไปทำงานจักหว่าง...  ขากลับมาก็แบกถุงข้าวเกรียบจากอยุธยา  หิ้วชะลอมผลไม้จากแถวปากช่องเป็นเอกลักษณ์  เดินเป็นแถวจากสถานีรถไฟไปสถานีขนส่งที่ตลาดวารินชำราบ

            ตำนานการนั่งรถไฟมีให้ได้ยินได้ฟังอยู่มากมาย  ที่จำได้เป็นเรื่องสนุกปนเศร้าของเจ้าทองลา  ชื่อเรื่องว่า  “เมื่อทองลาอิ่มข้าวหลาม” 

            เรื่องมันมีอยู่ว่า  เจ้าทองลาเป็นหนุ่มรักดีคนหนึ่ง  ซึ่งพอว่างจากนาในหน้าแล้งก็ขยันขันแข็งไปใช้แรง  หาเงินที่กรุงเทพฯอยู่เป็นเวลาหลายเดือน  ได้เงินเดือน ๆ ละไม่กี่ร้อยในสมัยนั้น  ก็ยังดีกว่าอยู่ว่าง ๆ หายิงนกยิงหนูเล่นตามท้องทุ่งที่ว่างเปล่าให้สาว ๆ หมั่นไส้   จนแล้งผ่านไป  ฝนมาฟ้าหลั่งจึงกลับจากกรุงเทพฯขึ้นรถไฟมาช่วยพ่อแม่ทำนาละ  เจ้าลาเป็นคนรู้จักประหยัดจึงไม่นำพาเสียงเรียกร้องตามสถานีต่าง ๆ ยามรถหยุด ไม่ซื้อข้าวเกรียบอยุธยา  ไม่นำพาชะลอมละมุด น้อยหน่าแถวปากช่อง ไม่ซื้อแม้แต่น้ำถุงละบาท  สู้อุตส่าห์อดออมกว่าจะถึงวาริน  แต่แหมรถไฟก็วิ่งกะฉึกกะฉักเอื่อยเฉื่อย   จนเที่ยงจนบ่ายคล้อยเพิ่งถึงสถานีนครราชสีมา  ไม่มีกระติบข้าวที่แม่เตรียมให้เหมือนขามาเมื่อหลายเดือนก่อนเสียด้วย  มีแต่เงินที่ยัดไว้ในกระเป๋ากางเกงยีนส์   จะเอาไปให้พ่อซื้อปุ๋ยให้ข้าวงามจนชาวบ้านลือไปเลย

                        

            “ข้าวหลามครับ...ข้าวหลาม  กระบอกละห้าบาท...”

            เสียงดังอยู่ข้าง ๆ ตู้รถไฟ  ทองลาคิดอยู่เป็นนาน  ท้องก็เริ่มประท้วง  เสียดายเงินห้าบาทก็เสียดาย  คิดว่าอีกไม่นานไปถึงบ้านแล้วจะตัดไม้ไผ่ลงมาทำกินสักสิบลำให้อิ่มตื้อไปเลย  แต่แหมกว่าจะถึงบ้านความหิวมันคอยไม่ไหวนะซี  จึงตัดใจค่อย ๆ ควักเงินออกมาขณะเสียงระฆังสัญญาณรถไฟออกจากสถานีดังขึ้น  จึงตะโกนขึ้นอย่างเร่งรีบว่า  “ข้าวหลามเอามาบั้งหนึ่ง”  คนขายก็เร็วจี๋ทันใจ  ยื่นเงินลงไปก็ส่งบั้งข้าวหลามขึ้นปั๊บก่อนรถไฟกะฉึกกะฉักออกจากสถานี  เจ้าลาเพิ่งนึกได้ชะโงกลงไปตะโกนแข่งเสียงรถไฟว่า  “เงินทอน  เงินทอนด้วย”  แต่แม่ค้าข้าวหลามตอนนี้หมดแรงวิ่งแล้ว  ทั้งอาจไม่ได้ยินเสียงเรียกก็ได้  เพราะแม้จะเห็นหน้าและมือยื่นออกมาเรียกจนเสียงแหบเสียงแห้ง เธอก็ยังเฉย  ทองลาเลยต้องนั่งน้ำตาตกใน  ได้ข้าวหลามมาหนึ่งบั้งแลกด้วยเงินค่าแรงใบแดง ๆ ไปหนึ่งใบ  เป็นใครก็ต้องเศร้าละ  นับแต่นั้นมาแม้แค่มองเห็นปลายไผ่โบกไหว ๆ ทองลาก็อาเจียนจนหมดไส้หมดพุงทุกทีละ

            เป็นเพราะตำนานของเจ้าทองลาหรือเปล่าไม่รู้ที่ทำให้ช่วงหลัง ๆ ที่ตัวเองมาอยู่กรุงเทพฯใช้บริการรถไฟกลับบ้านทีไรก็ไม่ได้ซื้ออะไร กินอะไรบนรถไปอีก  อาจเป็นว่าส่วนมากกลับรถนอนมากกว่ากระมัง  จึงกินข้าวกินน้ำมาเรียบร้อย  ขึ้นรถได้ก็นอนเลย  ตื่นเช้าก็ลงรถไฟพอดี  จะมีใช้บริการอยู่บ้างคือกาแฟสักถ้วยหนึ่ง  อีกอย่างสมัยนี้มีข้าวของสินค้าอะไร ๆ เหมือน ๆ กันแทบทุกแห่งในประเทศไทยอยู่แล้วกระมัง

            รถด่วนสายกรุงเทพฯ-อุบลจะถึงที่หมายประมาณเจ็ดโมงเช้ากว่า ๆ ดังนั้นถึงช่วงใกล้ศรีสะเกษ  พนักงานเขาจะเก็บที่นอนเรียบร้อย  ให้เรามานั่งชมวิวทิวข้าวสองข้างทางยามรุ่งอรุณได้แล้ว  ก็จะมีบางครั้งที่แม่ค้าแอบหิ้วสินค้าขึ้นมาขายบนรถไฟ  ที่เห็นจนชินคือ ไก่ย่างกัณทรารมย์  เขาว่าอร่อยแต่เราไม่เคยซื้อ  ไม่ชอบใจที่แม่ค้ามักง่ายนำไก่ย่างแบมาในกระจาด  ตะกร้า  ไม่ใช้อะไรปิดบังห่อหุ้ม  เราว่ามันคงเป็นที่เกาะกลุ่มของฝุ่นละอองไว้มากมาย  “กินไม่ลง”  นึกแล้วก็มองเมิน

            แต่ในโลกนี้มีอะไรแน่นอนบ้างล่ะ  แม้แต่ประชาธิปไตยที่เราท่องอยู่จนคล่องขึ้นใจมาแต่เป็นเด็กนักเรียนป่านนี้ก็ยังไม่เต็มใบเลยว่าไหม

            วันหนึ่งนอนมากับรถด่วนสายอุบลตามปกติ   จนได้เวลาตื่นคือตีห้า  กะว่าฟ้าคงจะสางแล้ว  คงใกล้ถึงบ้านแต่ครั้นได้ยินเสียงประกาศที่สถานีข้างล่างดังขึ้นมาว่า  “ที่นี่สถานีบุรีรัมย์  ท่านผู้โดยสารที่มากับรถไฟ  ก่อนจะลงจากรถกรุณาตรวจดูสิ่งของให้เรียบร้อย...”

            “เพิ่งถึงสถานีบุรีรัมย์เหรอ”

            “ครับรถไฟเสียเวลาครับ”  เจ้าพนักงานตอบ

            หกโมงเช้ารถไฟยังไม่ถึงสุรินทร์  แปดโมง  เก้าโมง ยังไม่ถึงศีรสะเกษก็เริ่มหิวละซี   ครั้นถึงสถานีศรีสะเกษก็ปาเข้าสิบโมงเช้าแล้ว  ทันใดนั้นมีเสียงหวาน ๆ ดังขึ้นว่า  “ไก่ย่างจ้า  ไก่ย่างกัณทรารมย์”  คุณยายที่นั่งข้าง ๆ กวักมือเรียกทันที  แล้วคุณยายก็เหมาหมด คงหิวจัด  เราได้แต่แอบมอง บอกตัวเองว่าคุณยายเหมาหมดก็ดีแล้ว   ไม่คิดว่าจะซื้อหรอกแม้ท้องจะตีกลองประท้วง คิดแล้วก็ลูบท้องไปพลาง

            “ไก่ย่างมาแล้วจ้า  ไก่ย่างกัณทรารมย์”

            มาอีกแล้วเห็นคุณป้าที่นั่งอยู่ถัดไปเตรียมควักกระเป๋าตังเราเลยผวาลุกขึ้นก่อนแก  “แม่ค้าเอามานี่สิจะเหมาหมด  เอาข้าวเหนียวด้วยนะจ๊ะ”

            “ข้าวเหนียวหมดแล้วค่ะ  วันนี้ขายดี มีไก่ย่างเหลือไม้เดียวเอง”

            มันเป็นไก่ย่างที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาเลยละ  เราสรุป

 

๐๐๐๐๐๐๐

             

           

           

           

             

           

 

 

Tags : เบ็ดเตล็ด..เกร็ดน่ารู้

 
 หน้าแรก  บทความ  ข่าวสาร  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  เว็บบอร์ด

อัตราค่าโฆษณา    

แบบเนอร์ กลางหน้า.  ขนาด 800 x 400-600 พิกเซล เห็นหน้าแรก  5,000 บาท/เดือน

แบนเนอร์ เหนือโลโก้เว็บไซต์ ขนาด 1000 x 80 พิกเซล เห็นทุกหน้า 4,000 บาท/เดือน

 แบนเนอร์ ซ้าย  ขนาด 240 x 120-160 พิกเซล เห็นทุกหน้า 3,000 บาท/เดือน

ทำข่าวแถลง รีวิวโรงแรมและร้านอาหาร  เขียนสารคดี เชิญได้โดยตรงที่ โทร.081-9416364

ติดต่อ 135 ม.12 ต.กำแพงแสน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม 73140

 
view